มองไกล เห็นกว้าง, พระไพศาล วิสาโล

ช่วงนี้รู้สึกจะธรรมมะๆ ไงไม่รู้ หนังสือเล่มนี้ได้มาแบบไม่ธรรมดาเพราะได้ฟรี (ส่วนใหญ่หนังสือนี่จะเสียตังซื้อเอง) เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ แม่ให้มาหลายเล่มเพราะหนังสือเป็นหนังสือชุด (มีหลายเล่ม) ซึ่งหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือเล่มที่หกในทั้งหมดเจ็ดเล่มของหนังสือชุด “ตื่นรู้ที่ภูหลง” (ภูหลงเป็นที่ตั้งของวัดป่ามหาวัน) ฟังชื่อก็น่าสนใจแล้วพอได้อ่านเล่มนี้ก็ยิ่งโดนจนต้องเอามา blog จะเขียนแบบสรุปคงไม่ได้รสชาติ เลย quote เอาดีกว่า

“บริเวณที่เรามาทำวัตรนี้เป็นหน้าผาของภูจิก ซึ่งเป็นพี่น้องกับภูหลง แต่ถ้าเราสังเกตจะเห็นได้ว่าที่นี่มีระบบนิเวศแตกต่างจากภูหลง ที่นี่เป็นป่าเต็งรัง ต้นไม้ไม่หนาแน่นเท่าภูหลง…”

“…อาตมาเจอผานี้ตอนที่สำรวจป่าภูหลงแล้วปีนภูจิกขึ้นมาเจอ ผ่านมา ๑๕ ปีแล้ว แต่สภาพป่าที่นี่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เท่าไหร่ ทั้งๆ ที่มีไฟป่าเกิดขึ้นเป็นประจำ ระหว่างทางที่เราเดินผ่านมา จะเห็นร่องรอยของไฟป่าที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ไม่เหมือนกับภูหลงในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมา สภาพป่าเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากเนื่องจากถูกไฟไหม้ ทำไมป่าบนภูจิกไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ ทั้งที่เจอไฟป่าเหมือนกัน เรื่องนี้อธิบายได้ว่าเป็นเพราะ ต้นไม้ที่นี่มีเปลือกหนาอีกทั้งเนื้อไม้ก็ทนไฟ การที่มีเปลือกและเนื้อทนไฟอาจจะเป็นผลจากการปรับตัว หลังจากที่เจอไฟป่าครั้งแล้วครั้งเล่า”

“…ถ้าเปรียบกับคน ก็เป็นคนที่เจอความทุกข์มาครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งมีภูมิต้านทานความทุกข์ ความทุกข์มากระทบก็ไม่สามารถทำให้สะทกสะท้านได้…ฉะนั้นถ้าคนเราเจออุปสรรคมากๆ อย่างต้นไม้ที่ภูจิกก็ดีเหมือนกันนะ จะได้มีภูมิต้านทานความทุกข์”

“ป่าที่นี่ยังมีลักษณะอีกอย่างหนึ่งคือทนแรงลมได้ ทำไมถึงทนแรงลมได้ ก็เพราะเป็นป่าโปร่ง ต้นไม้แต่ละต้นอยู่ห่างกัน จึงต้องปะทะกับแรงลมตลอดเวลา เขาก็เลยปรับตัวด้วยการมีรากที่ลึกและแข็งแรง…ต้นไม้แต่ละต้นๆ อยู่แยกห่างกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องช่วยตัวเอง ความที่เจอลมอยู่บ่อยๆ ก็เลยปรับตัวจนทนลมได้ดีกว่า”

พุทธศาสนาเน้นตรงนี้มาก คือเราต้องพยายามพึ่งตนเอง…แต่กว่าจะพัฒนามาถึงจุดนี้ได้ก็คงจะเจอไฟมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ใหม่ๆ คงสู้ไม่ไหว แต่เขาก็วิวัฒนาการมาเรื่อยจนกระทั่งทนไฟได้”

“จะว่าไปต้นไม้ที่ภูจิกนี่เขาก็ไม่ได้พึ่งตนเองล้วนๆ นะ เขาต้องพึ่งพาอาศัยหญ้าเพ็กพอสมควร เพราะถ้าไม่มีหญ้าเพ็กเขาก็แย่เหมือนกัน อย่างที่บอกไว้แล้ว หญ้าเพ็กที่นี่ขึ้นเต็มพื้นทำให้หญ้าคาไม่สามารถเบียดแทรกขึ้นมาได้ หญ้าเพ็กนั้นติดไฟไม่ดีเหมือนหญ้าคา ที่ไหนมีหญ้าเพ็ก ไฟก็ไม่ค่อยลามเท่าไหร่…”

“เพราะฉะนั้นเราจะดูถูกหญ้าเพ็กไม่ได้… การที่เราจะอยู่รอดได้ บางทีก็ต้องอาศัยหมู่มิตรคอยช่วยด้วยเหมือนกัน แม้หมู่มิตรนั้นอาจจะดูต่ำต้อยอย่างเช่นหญ้าเพ็กนี้ แต่ก็สำคัญมาก…”

“บนหน้าผานี้ถ้ามองออกไป จะเห็นภูมิทัศน์ได้กว้างขวาง เห็นแล้วก็รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ…การมองชีวิตของเราก็เช่นกัน ถ้าเรายกจิตของเราให้อยู่สูง ก็สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างรอบด้านและกว้างไกลถ้าเราอยากมองให้ไกลกว่าตัวเอง จำเป็นต้องยกจิตของเราให้สูงขึ้น คืออยู่เหนือโลกธรรม อยู่เหนือการมองเป็นคู่หรือขั้ว หรือที่พระเรียกว่า โลกุตตระ ซึ่งหมายถึงการอยู่เหนือโลก…”

สุขและทุกข์ไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด ในสุขก็มีทุกข์อยู่ ของอร่อย ถ้ากินเข้าไปมากๆ ก็กลายเป็นเบื่อและเอียน…หลวงพ่อชาเปรียบทุกข์ว่าเหมือนหัวงู ส่วนสุขก็เหมือนหางงู ถ้าจับหางงูโดยไม่รู้จักปล่อย ก็ต้องโดนงูกัด เพราะสุขกับทุกข์มันอยู่ด้วยกัน

ถ้าเรายกจิตให้อยู่เหนือโลกธรรม หรือเหนือความเป็นคู่ ก็จะเห็นโลกและชีวิตได้ไกลขึ้น เราจะไม่ติดอยู่กับการมีหรือการเสีย เพราะรู้ดีว่าวันนี้ถึงได้มาพรุ่งนี้ก็ต้องเสียไป วันนี้ได้รับคำสรรเสริญพรุ่งนี้ก็หนีไม่พ้นคำนินทา วันนี้เขารักเราพรุ่งนี้เขาอาจจะเกลียดเรา การยกจิตสู่ระดับโลกุตตระ จะช่วยทำให้เรารู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ไม่ติดอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะรู้ดีว่าวันหน้าทุกสิ่งทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไป เรียกว่ามองข้ามช็อตไปได้

Link

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s