ขี้วัวเต็มคันรถบรรทุก

สิ่งที่ไม่พึงปรรถนาเช่นการเป็นที่โหล่ของชั้น เกิดขึ้นได้ในชีวิต มันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างผู้มีความสุขกับผู้ที่ชอบซึมเศร้าอยู่ที่ ว่าเขาตอบสนองต่อสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างไร

ลองนึกวาดภาพ วันหนึ่งเราเพิ่งกลับจากเที่ยวทะเลอย่างสนุกกับเพื่อน มาถึงบ้านได้พบกองขี้วัวเต็มคันรถบรรทุกถูกเททิ้งไว้ที่หน้าบ้านของเรา ที่ต้องรู้สามอย่างเกี่ยวกับขี้วัวกองมหึมานี้คือ

  1. เราไม่ได้สั่งซื้อขี้วัวกองนี้ มันไม่ใช่ความผิดพลาดของเราแน่ๆ
  2. ขี้วัวกองนี้เป็นเรื่องของเราแล้ว ไม่มีใครเห็นว่าใครเอาขี้วัวมาทิ้งไว้ที่นี่ เราไม่สามารถจะไปเรียกใครมา รับผิดชอบเก็บมันไปทิ้งได้
  3. มันสกปรก และน่ารังเกียจ กลิ่นเหม็นโฉ่ของมันกระจายเข้าไปทั่วบ้าน แทบจะทนไม่ไหวเอาทีเดียว

อุปมาอุปไมยขี้วัวกองมหึมาหน้าบ้านของเรานี้ กับประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดที่เข้ามาในชีวิต และเช่นเดียวกับขี้วัวเต็มคันรถบรรทุกกองนั้น 3 เรื่องที่เราต้องรู้เกี่ยวกับโศกนาฎกรรมในชีวิตของเราคือ

  1. เราไม่ได้เรียกหามัน เรามักจะพูดว่า “ทำไม ต้อง เป็นฉัน?”
  2. มันเป็นเรื่องของเรา ไม่มีใครสักคนแม้แต่เพื่อนรักที่สุด ของเราจะสามารถเอามันไปจากเรา (แม้ว่าพวกเขาอาจจะพยายามก็ตาม)
  3. มันน่ากลัว มันทำลายความสุขของเรา และความปวดร้าวในใจนั้นลึกเข้าไปในชีวิตของเราทั้งชีวิตมันแทบจะทนไม่ไหวเอาทีเดียว

การตอบสนอง ต่อเรื่องขี้วัวนี้มีอยู่สองทางด้วยกัน ทางแรก คือการหอบขี้วัวไปไหนมาไหนกับเรา เราเอาขี้วัวบางส่วนใส่ไว้ในกระเป๋าบ้าง ใส่ไว้ในถุงบ้าง และใส่ไว้ในเสื้อผ้าบ้าง เรายังเอาขี้วัวใส่ไว้ในกางเกงของเราด้วย เมื่อเราหอบหิ้วขี้วัว ไปไหนมาไหนกับเรา เราพบว่า เราเสียเพื่อนไปมากมายทีเดียว แม้แต่เพื่อนที่สนิทกับเรามากที่สุดยังหายหน้าหายตาไปจากเรา ไม่ได้พบกันบ่อยเหมือนเคย

การหอบขี้วัวไปไหนต่อไหนกับเรา อุปมาเปรียบเทียบได้กับการจมอยุ่ในความซึมเศร้า การมองในเชิงลบ และโทสะ มันเป็นการตอบสนองต่อความโชคร้ายที่แสนจะธรรมดา และย่อมเป็นที่เข้าใจได้ แต่เราต้องสูญเสียเพื่อนไปแยะทีเดียว เพราะมันก็เป็นเรื่องธรรมดา และเข้าใจได้เช่นกันว่า เพื่อนๆ ของเราย่อมไม่ชอบที่จะอยู่ใกล้ๆ เราขณะที่เราซึมเศร้า เช่นนั้น ยิ่งไปกว่านั้น กองขี้วัวไม่ได้ลดขนาดลง แต่กลิ่นของมันนานวันเข้ากลับยิ่งเหม็นขึ้นเรื่อยๆ

โชคยังดีที่เรามีทางที่สองเมื่อเราโดนขี้วัวเต็มคันรถบรรทุกเทใส่ เราก็ถอนใจสักเฮือก และเริ่มลงมือทำงาน เราขนรถเข็น ส้อมง่าม และพลั่ว ออกมา เราโกยขี้วัวใส่รถเข็น เข็นรถไปหลังบ้าน ฝังมันไว้ในสวน มันเป็นงานที่แสนยากและน่าเหน็ดเหนื่อย แต่เรารู้สึกว่ามันไม่มีทางเลือกอื่นใด บางครั้งบางคราว เท่าที่เราสามารถจัดการได้ ในวันหนึ่งๆ อาจจจะได้เพียงครึ่งรถเข็นเท่านั้น เรากำลังจัดการอะไรสักอย่างกับปัญหา แทนที่จะเอาแต่บ่นว่า จนนำไปสู่ความซึมเศร้า วันแล้ววันเล่าที่เราโกยขี้วัว วันแล้ววันเล่าที่กองขี้วัว ค่อยๆเล็กลงบางครั้งอาจจะกินเวลาหลายปีทีเดียว แต่เช้าวันหนึ่ง จะมาถึง เมื่อเราพบว่า ขี้วัวหน้าบ้านเราได้หายไปหมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นปาฎิหาริย์ได้เกิดขึ้นที่อีกด้านหนึ่งของบ้าน ดอกไม้ในสวนบานสะพรั่ง สวยงาม สีสันสดใสไปทั้งสวน กลิ่นหอมของดอกไม้โชยไปถึงถนน ทำให้เพื่อนบ้าน และแม้แต่คนที่เดินผ่านไปมายิ้มอย่างสุขใจ ต้นผลไม้ที่มุมสวนเกือบจะโค่นลงอยุ่แล้ว ด้วยความหนักของผลไม้ แล้วผลไม้ก็หวานอร่อย ชนิดที่เราหาซื้อที่ไหนไม่ได้ แถมมันยังมากมายเหลือเฟือ จนเราสามารถแบ่งปัน ให้แก่เพื่อนบ้าน หรือ แม้แต่ผู้คนที่เดินผ่านมาได้ลิ้มรสอันแสนอร่อย ของเจ้าผลไม้ที่น่าพิศวงนี้ด้วย

การโกยขี้วัว นี้อุปมาได้กับการยินดีต้อนรับโศกนาฎกรรมให้เป็นปุ๋ยสำหรับชีวิต เรื่องมันมีอยู่ว่า เราต้องทำด้วยตนเองเท่านั้น ไม่มีใครช่วยเราได้ในเรื่องนี้ แต่หากเราหมั่นโกยมันทุกวันๆไปลงในสวนแห่งใจของเรา เจ้ากองความทุกข์ทรมานจะเล็กลงๆ สำหรับบางคนอาจจะกินเวลาหลายปี แต่เช้าวันหนึ่งจะมาถึง เมื่อเราพบว่า ไม่มีความเจ็บปวดรวดร้าวใดๆเหลืออยู่แล้วในชีวิต และสิ่งมหัศจรรย์ได้เกิดขึ้นในใจของเราด้วย ดอกไม้แห่งความเมตตากรุณาเบ่งบานไปทั่ว กลิ่นหอมของความรักอวลไปถึงท้องถนน ถึงเพื่อนบ้าน ถึงญาติพี่น้อง และถึงแม้กระทั่งคนที่ผ่านไปผ่านมา ในชีวิตของเรา จากนั้นต้นไม้แห่งปัญญาก็โน้มลงมาสู่เรา เต็มไปด้วย รสหวานแห่งความเข้าใจอันลึกซึ้งในธรรมชาติของชีวิต ให้เราได้ แบ่งปันผลที่แสนอร่อยโดยเสรี แม้แต่กับคนที่เพียงแค่ผ่านมาโดยเราไม่ทันได้วางแผนไว้ด้วยซ้ำ

เมื่อเราได้รู้จักความเจ็บปวดที่น่าเศร้านี้ ได้เรียนรู้บทเรียนจากมัน และได้บำรุงสวนของเราให้เจริญงอกงาม เมื่อนั้นเราจะสามารถโอบผู้ที่กำลังจะจมดิ่งอยู่ในความทุกข์มหันต์ไว้ในวง แขนของเรา และกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า “เราเข้าใจ” เขาเหล่านั้นจะตระหนักว่าเราเข้าใจเขาจริงๆ ความกรุณาอยากช่วยให้เขาพ้นทุกข์จะเกิดขึ้น เราจะชี้แนะรถเข็น ส้อมง่ามและพลั่วแก่เขา พร้อมทั้งให้กำลังใจอย่างไม่มีขีดจำกัด ถ้าเราไม่ได้บำรุงสวนของเราให้เจริญงอกงามแล้วไซร้ เราย่อมไม่สามารถจะทำเช่นนี้ได้

อาตมารู้จักพระหลายรูปที่เชี่ยวชาญในการทสมาธิภาวนา ท่านเป็นสุข สงบ และสำรวมได้ในเวลาเคราะห์หามยามร้าย แต่น้อยองค์นักที่จะเป็นอาจารย์ผู้สอนที่เก่งมาก อาตมามักจะสงสัยอยู่บ่อยๆว่าทำไม

บัดนี้อาตมาเข้าใจแล้วว่าบรรดาพระผู้ที่ค่อนข้างจะผ่านสิ่งต่างๆมา อย่างสะดวกสบายไร้กังวล ผู้ที่มีขี้วัวให้โกยน้อยกว่าองค์อื่นๆ มักจะไม่ได้เป็นพระนักสอน แต่พระผู้ที่เคยผ่านความยากลำบากนานาประการ ค่อยๆโกย และบำรุงจนกระทั่งสวนของท่านอุดมสมบูรณ์ ท่านมักจะได้เป็นพระนักสอนที่ได้รับความนับถือมาก พระปฏิบัติทุกๆ องค์มีทั้งปัญญา ความสงบ และเมตตากรุณา หากองค์ที่มีขี้วัวมากกว่าต้องให้โกย มักมีอะไรที่จะแบ่งปันให้โลกมากกว่าด้วย หลวงพ่อชา อาจารย์ของอาตมา ผู้ซึ่งสำหรับอาตมาแล้ว เป็นอาจารย์ผู้สอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ท่านคงจะต้องมีรถบรรทุกขนขี้วัวเต็มคันเป็นขบวนเข้าคิวอยู่หน้าประตูในช่วง ต้นๆ ของชีวิตท่านเป็นแน่

นิทานเรื่องนี้สอนว่า ถ้าท่านต้องการที่จะให้บริการกับโลก ถ้าท่านปรารถนาที่จะปฏิบัติเมตตาภาวนาแล้วไซร้ ครั้งหน้า เมื่อเกิดเรื่องร้ายๆ ในชีวิตของท่าน ท่านจงกล่าวว่า “ไชโย! ได้ปุ๋ยสำหรับสวนของฉันอีกแล้ว!!”

คัดจาก หนังสือ ชวนม่วนชื่น โดย อาจารย์พรหมวังโส

Links
http://www.cmadong.com/board/index.php?topic=2670.0

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s