Agile is Evolution

ต่อจากเมื่อวานที่เราสรุปกันว่า Agile นั้นเป็น วิวัฒนาการ (evolution) ก็คือการเปลี่ยนจากการพัฒนาซอฟแวร์แบบดั้งเดิมเช่น waterfall นั้นสามารถเปลี่ยนมาเป็น Agile ได้อย่างเป็นขั้นๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมดในทีเดียวเหมือนกับการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่จะค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นขั้นๆ ซึ่งคำถามก็คือ เราจะเอาความรู้นี้มาใช้ในการพัฒนาทีมได้อย่างไรเราลองมาดูกัน

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราควรเริ่มทำเป็นอันดับแรกตามความคิดผม คือเรื่องคน การที่เราจะเริ่มต้นเปลี่ยนทีมให้เป็น Agile นั้นต้องเปลี่ยนคนให้เป็น Agile ก่อน เพราะคนคือแรงขับสำคัญในการเปลี่ยนแปลง ยังไม่ต้องเริ่มนำเอาความรู้หรือ วิธีการของ Agile มาใช้เพราะถ้าเขาไม่เข้าใจว่า stand-up meeting, iteration, user story, story point, retrospective ทำไปทำไมแล้วเราพยายามฝืนผลักดันแทนที่จะดีจะกลายเป็นเกิดแรงต้านแล้ว ทำให้การทำงานแย่ลงไปได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเริ่มที่คนก่อน

การเริ่มให้ความเข้าใจกับคนนั้นทำได้ โดยการชี้ปัญหาและตั้งคำถาม เช่น อะไรที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน อะไรที่เราทำแล้วเป็นผลดีกับการทำงาน อะไรที่เรานำมาใช้แล้วจะพัฒนาวิธีการทำงานของเราให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น หรือที่ผ่านมานั้นอะไรที่ทำให้เรารู้สึกขัดใจบ้างในการทำงาน หรือรู้สึกเสียใจและอยากจะแก้ไข หรือรู้สึกดีที่ได้ทำเป็นต้น ถ้าสังเกต มันคือ retrospective แต่เราควรเลี่ยงไปเรียกคำที่ฟังดูธรรมดาอย่าง เช่น brainstorm หรือ SWOT meeting เพราะจะเข้าใจได้ง่าย และหาความร่วมมือทั้งจะข้างบนและข้างล่างได้ง่ายกว่า อย่างลืมว่า วิวัฒนาการ นั้นต้องเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ต่างจาก การปฏิวัติ ที่จะเกิดในชั่วข้ามคืน (ซึ่งไม่ใช่ Agile)

หลังจากที่เรามี พลัง(power-เกิดจาก empowerment)ได้แล้ว ขั้นต่อไปก็คือการทำแผน เราต้องดูว่า ปัญหา หรือ โอกาสที่มีนั้นอะไร จะช่วยให้ทีมแก้ปัญหาที่มีอยู่ได้ดีที่สุด ในชั้นแรกไม่ควรเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้นยกเว้นเรื่องที่เราเลือกมาทำ และควรทำทีละอย่าง เช่น ถ้าทีมสรุปกันว่าพวกเขามีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เราก็ต้องตามไปดูว่า ปัญหาเกิดจากอะไร เช่น ที่นั่งอยู่ห่างกันเกินไป ก็ย้ายมาใกล้กัน หรือ ถ้าไม่ได้ก็อาจจะหาระบบ enterprise messenger (เหมือน msn messanger แต่ใช้ในองค์กร) ประเด็นหลักคือ

การเปลี่ยนแปลงต้องทำทีละอย่างเท่านั้น และจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างที่สองจนกว่าอย่างแรกจะเห็นผลว่าดีหรือไม่เสียก่อน

เหตุผลที่เราต้องเปลี่ยนแปลงทีละอย่างเพราะ คนเรานั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ไม่ดี เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคนเราจะเริ่มจาก ตกใจ ปฏิเสธ ต่อรอง แล้วจึงค่อยยอมรับ เพราะฉะนั้นถ้าเราเปลี่ยนน้อยก็ตกใจน้อย ก็จะยอมรับได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะถ้าเล็กๆ แล้วเห็นผลดี ทุกคนก็จะมีกำลังใจทำต่อได้ อย่าลืมว่า

Individuals and interactions over processes and tools

เมื่อคนของเราพร้อมที่พัฒนาแล้ว คือมองเห็นปัญหาแล้วจึงเริ่มขั้นตอนถัดไป คือการให้ความรู้ ทำได้โดยไม่ว่าจะเป็น การคุยแบบไม่เป็นทางการ (casual) การแนะนำหนังสือ เว็บไซต์ จัดเป็น session ที่ให้คนที่ไปศึกษามาแล้วแนะนำคนอื่น ทั้งหมดนี้ทำเพื่อติดอาวุธความรู้ให้กับคนของเรา เพราะเมื่อคนของเราพร้อมเขาก็เหมือน แก้วน้ำที่ว่างพร้อมจะบรรจุความรู้ได้ เมื่อเขามีความรู้พร้อมแล้ว ก็เหมือนมีอาวุธ มีดขวานดาบปืน ไปต่อสู้กับปัญหา เขาจึงจะมีโอกาสชนะ ในขั้นตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องสั่งหรือชี้นำแล้วเพราะ ทุกคนจะเริ่มเดินได้ด้วยตัวเอง

เมื่อถึงจุดนี้ก็ได้เวลาที่จะ กำหนดแผนการ และเป้าหมาย พร้อมวิธีวัดที่ชัดเจน เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนแก้ไขปัญหาและพัฒนาไปพร้อมๆ กัน เมื่อทุกอย่างเริ่มหมุนก็จะเกิดโมเมนตัมแห่งการพัฒนา ที่ช่วยหมุนวงล้อแห่งวิวัฒนาการให้หมุนไปไม่จบสิ้น เกิดเป็นความยั่งยืนขึ้น

อย่างลืมว่าองค์กรที่ไม่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ก็คือองค์กรที่รอวันตายและสูญพันธุ์เท่านั้นเอง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s