XP101 : 3 – Economics of Software Development

กลับมาดูแล้วเพิ่งรู้ตัวว่า พักเขียนเรื่องนี้ (ความจริงเป็นสรุปความ) มาสองปีเต็ม เอาล่ะเอาเป็นว่ากลับมาแล้วละกัน ใครจำไม่ได้ว่าคราวก่อนเขียนถึงตอนไหนก็ค้นได้ในไซต์นี้นะครับ

บทนี้ว่าด้วยเงิน และความอยู่รอดของโปรเจ็ค ที่ผมมักจะบอกใครต่อใครว่า เราไม่ได้ทำการกุศลนะ เราทำธุรกิจ การเงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เรื่องนี้ XP บอกว่า โอกาสการอยู่รอดของโปรเจ็คจนกระทั่งคืนทุนนั้นประกอบด้วย 3 ปัจจัย คือ
1. กระแสเงินสด เข้าและออก
2. อัตราดอกเบี้ย
3. ความแข็งแกร่งของโปรเจ็คเอง

ยุทธวิธีในการเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจของโปรเจ็คได้แก่
1. คุมรายจ่ายให้น้อย – อันนี้ยากเพราะ ทุกคนมีต้นทุนไม่ต่างกันมากนัก
2. เพิ่มรายรับให้มาก – อันนี้เป็นเรื่องของการขายและโปรโมชั่นซึ่งเรามักมีฝ่ายขายจัดการให้ (โชคดีจัง)
3. จ่ายให้ช้า รับให้เร็ว – เพราะเงินมีิัตราดอกเบี้ย ถึงแม้ว่า เราจะไม่ได้กู้มาแต่ถ้าเราเก็บเงินไว้ในธนาคารเราก็ยังได้ดอกเบี้ยเงินฝากล่ะนะ
4. เพิ่มโอกาสการอยู่รอดของโปรเจ็คในระยะยาว – เพื่อที่จะได้รับกำไรใหญ๋ในช่วงท้ายของโปรเจ็ค เพราะโปรเจ็คที่มีอายุยาวนั้นเมื่อคืนทุนแล้วยังทำผลกำไรต่อไปได้อีกมาก ในขณะที่ต้นทุนต่ำลงมากเช่นกัน

Options – ทางเลือก

ในการบริหารโปรเจ็คนั้นจะมีทางเลือกเกิดขึ้นมากมาย ที่เราจะต้องตัดสินใจ ทางเลือกเหล่านั้นประกอบด้วย

1. ทางเลือกที่จะทิ้ง – เราสามารถกำจัดหรือทิ้งบางอย่าง (เช่นฟีเจอร์) การที่เราสามารถทิ้งบางอย่างที่เราวางแผนไว้ตอนแรก โดยที่ยังส่งงานได้นั้น เป็นสิ่งที่ดีเยี่ยม

2. ทางเลือกที่จะเปลี่ยน – เราสามารถเปลี่ยนทิศทางของโปรเจ็คกลางทางได้ ยิ่งสามารถเปลี่ยนได้มากเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น (ไม่ได้ว่าต้องเปลี่ยนนะ เป็นความสามารถที่เปลี่ยนได้)

3. ทางเลือกที่จะชะลอ – การที่เราสามารถรอจนกระทั่งสถานะการณ์ลงตัวแล้ว ก่อนที่จะจำเป็นต้องลงทุน เป็นการสร้างประโยชน์ให้กับโปรเจ็ค มูลค่าที่เราชะลอได้ยิ่งมากก็ยิ่งดี

4. ทางเลือกที่จะโต – ฟังดูแปลกเพราะทุกคนควรจะโตได้อยู่แล้ว แต่ตรงนี้โฟกัสที่ความเร็วในการโตเมื่อโอกาสมาถึง การขยายตัวได้เร็วและได้นาน คือ สุดยอดกลยุทธของการบริหารโปรเจ็ค (ลองคิดว่า ถ้ามีคำสั่งซื้อมามากเกินคาด แล้วเราขยายระบบเพื่อรองรับได้ทันหรือไม่)

การประเมินมูลค่าของทางที่เลือกนั้น เป็น ศิลปะ 2 ส่วน การคำนวณ 5 ส่วน และการปรับตัวตามสถานการณ์ อีก 1 ส่วน ซึ่งการประเมินนี้มีปัจจัยประกอบกันอยู่ 5 ประการ คือ
1. ต้นทุนที่จะต้องลงเพื่อให้ได้มาซึ่งทางเลือกนั้น
2. ราคาที่จะต้องจ่ายเืพื่อให้สำเร็จ
3. มูลค่าของความสำเร็จ
4. เวลาที่ต้องใช้
5. ความไม่แน่นอนของมูลค่าของความสำเร็จนั้น

ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ข้อสุดท้ายนั้นสำคัญที่สุด โดยที่เราสามารถลดความไม่แน่นอนนั้นได้ถ้าเรามี
1.  การได้รับฟีดแบคของความก้าวหน้า(Progress) ที่ถูกต้องและบ่อยๆ
2. มี/สร้าง โอกาสที่จะรับการเปลี่ยนแปลงความต้องการ มากๆ ได้
3. ลงทุนเบื้องต้นน้อยๆ
4. โอกาสที่จะเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว

ยิ่งมีความไม่แน่นอนมากเท่าไหร่ กลยุทธที่เลือกก็มีความสำคัญขึ้นเท่านั้น ความไม่แน่นอนนี้ยังรวมถึงความไม่แน่นอนทางเทคโนโลยีด้วย (ลองคิดเรื่องใช้ Flash อยู่ดีๆ แล้ว Apple บอกไม่ซับพอร์ตสิ) นี่คือคำตอบว่า เมื่อไหร่ ควรใช้ XP? – เมื่อความต้องการไม่ชัดเจนและเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ไงล่ะ

ตัวอย่าง

สมมติว่าคุณกำลังพัฒนาซอฟแวร์อย่างมีความสุขและคุณคิดว่าจะเพิ่มฟีเจอร์หนึ่งซึ่งมีราคา $10 ซึ่งคุณคิดแล้วว่า ถ้าทำเสร็จจะทำเงินได้ $15 และคุณจะได้กำไร $5

และสมมติต่ออีกว่า คุณก็รู้อยู่แก่ใจว่า ที่บอกว่าจะทำเงินได้ $15 นั้นคุณเดาเอาและมันไม่แน่ ซึ่งอาจจะผิดไป 100% เลยก็ได้ (คือ ไม่แน่อาจจะเป็น $30 หรือไม่ก็ $0 เลย) และฟีเจอร์นี้ถ้าคอยไปทำปีหน้า ก็ยังต้องจ่าย $10 อยู่ดี

ปกติดอกเบี้ยจะอยู่ประมาณ 5% พอได้อย่างนี้แล้วจะเห็นว่า ถ้าเราเก็บมันไปทำปีหน้า จะได้กำไร $7.87 ซึ่งมากกว่าทำตอนนี้

นี่เป็นตัวอย่างของการทำสิ่งที่ดี แต่เอาไว้ก่อน จะกำไรมากกว่า ทำเลย และยังช่วยป้องกันกรณีที่เสี่ยงแล้ว ไม่ได้ผลตอบแทนอย่างที่คิดได้ด้วย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s