อยากมากก็ทุกข์มาก

เรื่องมันมาจากโพสหนึ่งในเฟสบุ๊ค ว่า

มีเงินร้อยบาทวางไว้บนโต๊ะ ไม่รู้ของใคร
ดช.ดุ้ยดุ่ย… เดินมาเห็นอยากได้มาก จะเอาไปซื้อของเล่น ซื้อลูกชิ้น คิดอยู่นาน คิดอยู่นาน หยิบดีไม๊

ดช.ดู๋ดี๋… เดินมาเห็น แล้วเดินผ่านไป

ดุ้ยดุ่ยได้ตัง วันละ 20 ดู๋ดี๋มีวันละ 200
ถ้าความอยากได้ของคนอื่นเป็นความผิด? แล้วเป็นความผิดของดุ้ยดุ่ยรึเปล่าที่มีตังอยู่…แค่ 20?

กรรมเกิดจากจิต

ถ้าคิดตามตรรกะที่ว่า ดุ้ยดุ่ย (ความจริงคิดว่าชื่อเค้าควรจะสะกดว่า ดุ๊ยดุ่ย แต่ขอเขียนตามต้นฉบับละกันนะ) คิดอยากได้ ก็แสดงว่าทำกรรมชั่ว เป็นมโนกรรม คือคิดในทางไม่ดีย่อมเป็นบาป นั่นก็ถูก ส่วนดู๋ดี๋มีมากกว่าเลยไม่คิดอยากได้เงินน้อย เลยไม่เกิดมโนกรรมแบบเดียวกันเลยไม่เกิดกรรมชั่ว นั่นก็ถูก แต่สิ่งที่เกิดนั้นมันชั้นเดียวเชิงเดียว ถ้าเงินมันเยอะขึ้นเป็นสองพัน คิดว่าจะเกิดผลอย่างไร?

ทำไมต้องระวังกรรมชั่ว?

เราทุกคนถูกสอนให้ระวังไม่ทำชั่ว แต่มีใครศึกษาต่อให้รู้ว่าทำไมห้ามทำชั่วมากน้อยแค่ไหน บางครั้งเราจะได้ยินว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ในเชิงตัดพ้อคำสอนเหล่านี้ อันที่จริง เราไปเข้าใจเหตุและผลของมันผิดไปไกลเลย เราไปเข้าใจว่า ทำบุญมากๆ แล้วได้ขึ้นสวรรค์ ทำชั่วมากแล้วตกนรก เลยไปคิดเปรียบเทียบในเชิงบัญชีไป เหมือนว่า ตอนนี้เรามีบัญชีบุญบาป ติดตัวอยู่ ต้องทำบาปน้อยๆ แล้วบุญมากๆ อันนี้ไปเข้าทางพุทธพานิชย์ หมด

แล้วทำบุญละบาปไปทำไม?

ความจริงแล้วพุทธไ่ม่ได้สอนให้ทำบุญนะ เค้าสอนใ้ห้หมดทุกข์ คือทำอย่างไรเราจะไม่เป็นทุกข์ กรรมชั่วคือทำแล้วเป็นทุกข์ กรรมดีทำแล้วจะไม่ทุกข์ จะสังเกตเห็นว่าคำว่า สุข นี่ไม่ใช่พุทธ พุทธแท้จะไม่พูดเรื่องสุข จะพูดแต่ตัวทุกข์อย่างเดียว

จากเรื่อง จะเห็นว่า ดุ้ยดุ่ย อยากได้ ก็ทุกข์ ทุกข์เพราะเกิดขัดแย้งในตัวเองว่า ทำแล้วชั่วนะ ไม่ได้ กับอยากได้จังเลย นี่ก็ทุกข์ แล้ว ยังไม่ได้ทำจริงๆ เลยนะ แค่นั่งคิดก็ปวดหัวแล้ว ส่วนดู๋ดี๋นี่ไม่อยากได้เลย ไม่เห็นค่า ก็ไม่ทุกข์ สมมติมีอีกคน เอาเป็น ดุกดุ๋ย ละกัน เดินผ่านมาเห็น ดุ้ยดุ่ยนั่งกลุ้มเลยคว้าหมับเข้ากระเป๋าไปเลย อันนี้ก็ไม่ทุกข์ จะเห็นว่าเป็นดุ้ยดุ่ย นี่แย่สุดเลย ทุกข์หนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนมาเป็นเจ้าดุกดุ๋ย คว้าได้คว้าเอาหมด เำพราะถ้าเกิดเจ้าของเค้ามาตามหา แล้วมีคนเห็นเราเอาไป นี่ทุกข์ใหญ่จะตามมา หรือเอาแค่ความกลัวว่าเจ้าของเขาจะมาทวงคืน นี่ก็ทุกข์ขั้นนอนไม่เป็นสุขเลยทีเดียว

อย่างนี้เราจะจัดการตัวเองอย่างไร?

เริ่มที่จิตตัวเอง กรรมทุกอย่างเกิดจากจิต เมื่อเริ่มคิดให้ดูว่า นี่ทุกข์ไหม ทุกข์มากทุกข์น้อย ให้ดึงตัวเองกลับมา ว่า ที่เราคิดนี่ทุกข์อยู่นะ แล้วหยุดตัวเอง แค่นี้ก็ไม่ทุกข์แล้ว

จากเรื่อง ความจริง ดุ้ยดุ่ย นั้นโชคดีที่สุด เพราะได้เผชิญสภาวธรรม ให้ได้มีโอกาสฝึกฝนใจตน เมื่อเจอบ่อยขึ้นก็จะควบคุมตัวเองได้ ไม่ทุกข์ หรือทุกข์น้อย ส่วน ดู๋ดี๋นี่ วันนี้ถึงจะไม่ทุกข์ แต่ไม่ได้รับประกันว่าวันหน้าเจอเหตุการณ์ใหญ่ขึ้นจะควบคุมตัวเองได้หรือไม่ อาจจะปล่อยตัวปล่อยใจทำสิ่งที่ผิดไปแล้วได้รับผลร้ายมากกว่าก็เป็นได้ เหมือนโจรเล็กตอนลักเล็กขโมยน้อยไม่โดนจับ พอทำใหญ่ขึ้นๆ สุดท้ายอาจจะโดนโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตก็เป็นได้

สุดท้ายข้อคิดจากเรื่องนี้คือ อย่าได้เอาวิธีคิดแบบทางโลกไปตัดสินเรื่องทางธรรม เพราะมันใช้กันไม่ได้ คนรวยมากมายทุกข์เพราะความรวยนั่นแหละกัดเอา คนจนก็ไม่ต่างกันก็โดนความจนกัดเอา ทีนี้ทุกข์ของความรวยมันเห็นละเอียดกว่า มันเห็นยากจับต้องยาก คนเลยไม่ค่อยรู้ไม่ค่อยเห็น เลยวิ่งหาแต่ความรวย สุดท้าย หมดลมหายใจก่อน ที่จะได้สัมผัสความสุขสูงสุดในชีวิตได้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s