Human is not a resources, we are assets

Human Resoucesหลายคนเมื่อได้ยินวรรคแรกของคำแถลงอุดมการณ์แห่งอไจล์ ที่ว่า

คนและการมีปฎิสัมพันธ์กัน มากกว่าการทำตามขั้นตอนและเครื่องมือ

ก็จะมีความรู้สึกเหมือนๆ กันว่า “ก็ปกตินี่” หรือ “ไม่มีอะไรใหม่” แต่ว่าความจริง ถ้าจะถามว่าอะไรคือหัวใจของอไจล์ หรือถ้าต้องจำอย่างเดียวเกี่ยวกับอไจล์ควรจะจำอะไร ผมจะบอกว่าวรรคแรกนี่แหละคือหัวใจแห่งอไจล์ เข้าใจและปฏิบัติตามข้อนี้ข้อเดียว เป็นอไจล์ได้เลย

มาดูกันว่าวรรคเค้าบอกอะไรเรา เค้าบอกว่า ให้โฟกัสเกี่ยวกับคน และการปฏิสัมพันธ์กันของคนกับคน มากกว่าที่จะไปโฟกัสกับ เครื่องมือ เครื่องจักร หรือขั้นตอน ระเบียบ วิธีการ หมายความว่าอย่างไร? คงต้องเท้าความกันพอควร

ก่อนอื่นถามคนที่ทำงานบริษัททุกคนว่า บริษัทใครมีแผนกที่ชื่อว่า HR บ้าง รู้หรือไม่ว่ามันมาจากคำว่าอะไร มันมาจากคำว่า Human Resources หรือแปลเป็นไทยได้ว่า แผนกทรัพยากรบุคคล หมายความว่าบริษัทส่วนใหญ่นั้นมองบุคคลหรือคนว่าเป็น ทรัพยากร

หากเราลองดูว่าอะไรบ้างที่เราเรียกว่าทรัพยากรนอกจากคน ก็มีเช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ เวลา ความรู้ ระเบียบวิธี น้ำประปา ไฟฟ้า ฯลฯ หมายความง่ายๆ คือ ระหว่างตัวเรากับโต๊ะที่เรานั่งนั้น ในสายตาของบริษัทมองไม่ได้ต่างกันเลย ถ้าโต๊ะเสียบริษัทก็เปลี่ยนโต๊ะใหม่ ถ้าตัวเราเสีย(ตาย)บริษัทก็จะหาคนทำงานมาเปลี่ยนเหมือนกัน แต่ความจริงคือมนุษย์เรามีค่าแค่นั้นหรือ เราหาคนมาเปลี่ยนง่ายๆ อย่างนั้นหรือ

อไจล์วรรคแรกนั้นให้ความกระจ่างกับเราว่า คน แตกต่างอย่างยิ่งจาก โต๊ะ เก้าอี้ หรือ ไฟฟ้า ฯลฯ สมมติถ้าเราเอาโต๊ะตัวหนึ่งมาวาง ผ่านไปสามปี ไม่เคยมีใครพบว่าคุณสมบัติของโต๊ะนั้นดีขึ้น ไม้ที่ใช้จะมีความแข็งแกร่งขึ้นก็มิได้ ซึ่งทุกอย่างที่เราเรียกว่า ทรัพยากร นั้น มีความเหมือนกันตรงจุดนี้คือ ถ้านำมันมาวางไว้มันก็จะคงสภาพนั้นไปเรื่อยๆ และถ้าใช้งานมันก็จะเกิดความเสื่อม เช่น ตึก เครื่องจักร อุปกรณ์ ในทางบัญชีนั้นต้องมีการตัดมูลค่าความเสื่อมของทรัพยากรเหล่านี้ทุกปี หรือทุกเดือนแล้วแต่รอบบัญชี

แล้วคนล่ะ เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เราทุกคนคงยอมรับว่า ถ้าให้คนเราทำงานใดงานหนึ่งเป็นประจำเราจะบังเกิดความเชี่ยวชาญ เกิดความรู้และประสบการณ์ขึ้น เรียกได้ว่ายิ่งทำยิ่งเก่ง ยิ่งทำยิ่งมีคุณค่าสูงขึ้น แล้วอะไรล่ะ ที่มีลักษณะแบบเดียวกันนี้?

เมื่อเราลองค้นหาก็จะพบว่ามีหลายสิ่งที่มีคุณสมบัติเหมือนกันนี้ เช่น ที่ดิน เงินฝาก ต้นไม้มีค่า พระเครื่อง หุ้น หน่วยลงทุน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ มีคำเรียกรวมๆ กันว่า “ทรัพย์สิน” เพราะฉะนั้น เราจึงอาจกล่าวได้ว่า คนนั้นหาได้เป็นทรัพยากรไม่ หากแต่คนนั้นเป็น ทรัพย์สินของบริษัท

การเปลี่ยนมุมมองว่า คนเป็นทรัพย์สินไม่ใช่ทรัพยากรนั้น เป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดต่อการพัฒนาอไจล์ในองค์กร การดูแลทรัพย์สินนั้นแตกต่างจากการดูแลทรัพยากรอย่างสิ้นเชิง คงไม่มีใครบอกว่า ถ้าต้นไม้นี้โดนตัด เดี๋ยวหาต้นใหม่มาปลูกละกัน มันคงไม่ได้โตได้ในข้ามคืน หรือ คงแพงมาก ถ้าจะล้อมต้นใหญ่มาปลูกและแข็งแรงมั่นคงสู้ต้นเดิมไม่ได้อยู่ดี หรือ ที่ดินบ้านเราอยู่ดีๆ ก็มีคนมายึด แล้วบอก ว่ายกบ้านไปอยู่ที่อื่นสิ มันทำไม่ได้ง่าย อย่างนั้น หรือ มีคนมาบอกว่า ขอแลกหุ้นที่เราถืออยู๋ ด้วยหุ้นของอีกบริษัทหนึ่ง เราคงต้องคิดแล้วคิดอีกว่าดีหรือไม่

ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองอย่างนี้ เมื่อคนหนึ่งจะลาออก เราคงไม่ได้บอกง่ายๆ ว่าเดี๋ยวรับคนใหม่ก็ได้ เพราะเมื่อคนเป็นทรัพย์สิน มันหาเปลี่ยนง่ายๆ อย่างนั้นไม่ได้ คนๆ หนึ่งเมื่อทำงานมาสักระยะเวลาหนึ่งเขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความชำนาญในการทำงานนั้น เมื่อเขาก้าวออกจากบริษัทเรา หมายความว่าเราได้เสียบางส่วนของทรัพย์สินไป บริษัทเราได้จนลงแล้วในมูลค่า ซึ่งการจะหามาทดแทน ทำได้ยาก หรือต้องใช้เวลานาน ถ้าเกิดขึ้นบ่อย บริษัทก็จะถอยหลังและขาดซึ่งความสามารถในการแข่งขันในโลกธุรกิจไป

มุมมองอย่างนี้แหละที่เป็นรากฐานของวรรคอื่นๆ ไปจนถึงหลักการเบื้องหลังอไจล์ทั้งสิบสองข้อ หากขาดซึ่งความเข้าใจตรงจุดนี้เรื่องอื่นๆ ของอไจล์จะไร้ค่าและไม่มีทางสำเร็จลงไปได้เลย

นอกจากพนักงานเป็นคนแล้ว รู้หรือไม่ว่าลูกค้าเราก็เป็นคนนะ เมื่อเป็นคนเขาก็เป็นทรัพย์สินของเราเหมือนกัน ทุกวันนี้เรามีตัวอย่างของบริษัทหรือผลิตภัณฑ์ที่มีลูกค้าเป็นแฟนพันธ์ุแท้และช่วยขายของให้กับบริษัทอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Apple Samsung Google ฯลฯ ขอให้เป็นคนเถอะ เป็นทรัพย์สินได้ทั้งนั้น

เคยมีเจ้าของบริษัทท่านหนึ่งถามผมถึงการเริ่มต้นใช้ อไจล์ เขาถามทำนองว่า “จะใช้เครื่องมือ หรือโปรแกรมอะไรดีในการทำงานแบบอไจล์” สิ่งที่ผมตอบไปในวันนั้นจำได้ว่าตอบทำนองว่า “อย่าเพิ่งไปสนใจเครื่องมือ ให้สนใจคนในองค์กรก่อน ให้มองเขาเป็นคน อย่ามองในเชิงว่าจะทำกำไรอย่างไร แต่ให้มองว่าจะตอบสนองต่อความต้องการของแต่ละคนที่เสียสละเวลาในชีวิตมาทำงานที่บริษัทนี้ได้อย่างไร” คำตอบนี้ดูจะไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับเขา เพราะเขาดูจะต้องการสูตรสำเร็จแบบเอามาลงปุ๊บใช้ได้เลย ขอบอกเลยว่าของแบบนั้นไม่มีสำหรับอไจล์ การทำอไจล์มีแต่ทางลำบาก แต่ผลลัพธ์คุ้มค่า ไม่มีทางแบบง่ายๆ สบายๆ เลย

บริษัทของท่านล่ะ เห็นท่านเป็นอะไร? แล้วตัวท่านเองเห็นคนรอบข้างของท่านเป็นอะไร?

ลิ้งค์

http://agilemanifesto.org/iso/th/

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s