อไจล์ไร้กรอบ

มันเนื่องมาจาก session หนึ่ง ในอไจล์ไทยแลนด์ 2013 ที่ชื่อว่า “วิกฤติโปรแกรมเมอร์ไทย แก้ได้ด้วยอไจล์” มีหลายคนบอกว่า มันน่าจะชื่อว่า “วิกฤติโปรแกรมเมอร์ไทย แก้ได้ด้วยแพสชั่น” มากกว่า


อยากบอกว่า ผมคิดว่า นี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของอไจล์ และ session นี้ก็เป็นอไจล์โดยแท้จริง หลายคนคงคิดว่า น่าจะรักษาแนวทางหรือ ขอบเขตของการสนทนา ให้อยู่ในกรอบความคิดแรกที่ว่า อไจล์ เป็นทางออกของปัญหา และ นำเสนอว่า ทางแก้ปัญหาด้วยอไจล์ คืออะไร ซึ่งถ้านี่เป็นรายการทีวี มันคงต้องเป็นไปตามนั้น แต่บังเอิญนี่ไม่ใช่รายการทีวี แต่เป็นเวทีเสวนาแบบอไจล์ เรื่องเลยจบแบบนี้ และนี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงตัวตนแท้จริงของอไจล์ ที่เปิดกว้างให้กับคำตอบหลากหลายมากกว่าหนึ่ง และไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้แต่แรก

มีเรื่องเล่าของบริษัทเล็ก ๆ บริษัทหนึ่ง ในประเทศออสเตรเลีย พวกเขาตั้งใจว่าจะทำโปรแกรมด้านการเงิน ขึ้นเพื่อขายเป็นสินค้าหลักของบริษัท พวกเขาพบว่าต้องการ Bug tracker เพื่อใช้ในการทำงาน แต่พบว่า ไม่มีโปรแกรมใดเลยที่พวกเขาใช้ได้ดีถูกใจ พวกเขาเลยเขียนมันขึ้นมาเอง ไป ๆ มา ๆ ปรากฏว่า ซอฟแวร์การเงินที่พวกเขาทำนั้นไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด แต่ โปรแกรม bug tracking ที่พวกเขาทำกลับเป็นที่นิยมมาก บริษัทนั้นชื่อ Atlassian และทุกคนคงจะเดาได้ว่าโปรแกรมที่ผมพูดถึงคือ Jira

อะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากพวกเขายึดติดว่า จะต้องทำโปรแกรมการเงิน ให้สำเร็จให้จงได้ตามที่ได้วางแผนไว้แต่ต้น พวกเราคงไม่มีโอกาสได้ใช้ Jira และ Atlassian คงจบไปตั้งแต่สองสามปีแรก

Responding to change over following a plan

แต่คำถามคงเป็นว่า เมื่อไรล่ะที่เราควรจะยอมรับการเปลี่ยนแผน หรือเราควรจะทำตามแผนต่อไป คำตอบคงเป็น

Customer collaboration over contract negotiation

คือในวันที่เรามี session กันนั้น ถ้าตั้งใจฟังคงได้ยินหลายครั้งที่ผมทดลอง ดึงให้กลับมาอยู่ในกรอบเพื่อทดสอบว่า แผนยัง make sense อยู่หรือไม่ และ ทั้งกลุ่มข้างหน้า และที่นั่งอยู่ทุกคน ไม่มีใครต้องการกลับมาในกรอบเลย ผมจึงสรุปกับตัวเองว่า เป้าหมายได้เปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนไม่ได้คิดหรอกว่า แค่เพียงการใช้อไจล์จะแก้ปัญหานี้ได้ และพวกเขากำลังค้นหาคำตอบที่แท้จริงอยู่ ว่าอะไรจะแก้ปัญหานี้ได้

และสรุปแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ทิ้งหรือหนีปัญหา พวกเขาได้คำตอบว่า ปัญหาจะยังคงอยู่ต่อไป แต่พวกเขาจะอยู่กับมัน และ ควบคุมมันได้ หากเพียงพวกเขามี Passion และ สิ่งนี้เองที่เป็นคำตอบว่า ทำไมจึงเกิดวิกฤติในวงการนี้ขึ้น เพราะ Passion ได้ลดลง หรือหายไปในบางที่ บางกลุ่ม บางบริษัท แต่ก็พบว่า ในหลาย ๆ ที่ มันกำลังเกิด และกำลังเพิ่มขึ้น นี่คงเป็นสัจจธรรมของการเกิดดับ ของสรรพสิ่ง เราเพียงต้องแสวงหาและปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเอง

สำหรับใครที่คิดว่าตัวเอง อยู่ในวิกฤตินี้เช่นเดียวกับอีกหลายคน ผมคงต้องขออัญเชิญคำพูดของท่านศาสดามา ณ ที่นี้

Change your Company, or change Your company.
– Bas Vodde

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s