การตลาดแบบ WIIFY

What's In It For Me?จากงาน Agile Thailand 2013 ผมได้นำเสนอกฏของผมทั้ง 32 ข้อ ว่าด้วยข้อ 22 กล่าวว่า

#22. WIIFY (What’s In It For You?)

บังเอิญวันนี้เห็น blog post ของ agilist ท่านหนึ่ง เกี่ยวกับการชักชวน พ่อแม่พี่น้องให้เข้าไปร่วมสร้างและพัฒนา agile community ของคนไทย ใน StackOverflow กฏข้อนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที

WIIFY นั้นมาจาก ประโยคภาษาอังกฤษว่า What’s in it for you? เป็นคำถามที่นัการตลาดจะใช้ถามตัวเองเมื่อต้องการชักชวนให้คนอื่นทำอะไรบางอย่าง เหตุเพราะว่า คนส่วนใหญ่(ถ้าไม่ใช่ทุกคน) เมื่อได้รับการชักชวนให้ทำอะไรสักอย่างจะถามตัวเอง ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวว่า “What’s in it for me?” (WIIFM)หรือ “ถ้าทำตามแล้วฉันจะได้อะไร?”

บางคนอาจจะเถียงว่า ไม่ใช่ บางอย่างฉันทำไม่ใช่เพราะฉันเห็นแก่ได้ เช่น การบริจาคทาน หรือการช่วยเหลือสังคม แต่สิ่งเหล่านั้นก็ทำให้ผู้ทำรู้สึกภูมิใจ หรือ รู้สึกได้ทำบุญ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ “ได้”เหมือนกัน จะเห็นว่า สิ่งที่เราได้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่จับต้องได้เสมอไป

กลับมาที่ blog post ที่ว่า อยากจะชักชวนให้คนมาช่วยดันให้เกิด agile66 บน stackoverflow ก็พยายามนำเสนอด้วย หลัก WIFFY เช่นเดียวกัน ได้พยายามชี้ถึงข้อดีของการมีสิ่งนี้ขึ้น ได้แก่

  1. เราสามารถ search หาคำถามเก่าๆทำได้ง่าย
  2. เราสามารถ tag คำถามเพื่อแยกประเภทคำถามได้
  3. เราสามารถ vote คำถามเพื่อคัดกรองคำถามได้
  4. post จะเป็น public ทำให้ความรู้นี้เข้าถึงได้ง่าย (จาก search engine หรือ อ้างอิง link)
  5. เราสามารถ ขัดเกลา คำถามคำตอบได้

ผมขอ counter เป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้

1. ว่าด้วยเรื่องการ search นั้น การที่เราจะ search คงจะต้องรู้ keyword ที่จะใช้เสียก่อน จากที่ผมดูสถิติ ครั้งหลังสุด keyword ที่ใช้ใน agile66 blog ส่วนใหญ่จะเป็นคำถามของผู้เริ่มต้น อันดับหนึ่งดูเหมือนจะเป็น “Agile คืออะไร” เสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น การ search ได้จึงดูจะไม่โดน WIIFM ของคนส่วนใหญ่

2.,3. ว่าด้วยเรื่อง tag และ vote นั้น ถ้าดูจากข้อแรก สำหรับคนเริ่มต้นคงจะไม่มีประโยชน์มากนัก จะโดนหน่อยคงเป็นคนที่เรียกมาอยู่วงในแล้ว ซึ่งจะที่คะเนคงมีราว 10-20 เท่านั้น ที่ participate แบบ active อยู่บน facebook group จึงไม่โดน WIIFM ของคนส่วนใหญ่อยู่นั่นเอง

4. การเข้าถึงจาก search engine ดูจะเป็นเรื่องดีเพราะสามารถช่วยในการดึงสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาได้ เรียนรู้ถึงความเป็นอไจล์ แต่น่าเสียดายที่ Agile66 blog ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถทำจุดนี้ได้ดีกว่า กลับถูกละเลยไปเสีย

5. สำหรับการชัดเกลา คำถามคำตอบ นั้นผมไม่สามารถทำความเข้าใจมันได้ว่า หมายถึงอะไร เลยคิดว่า คนอีกหลายคน คงไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน

มาถึงตรงนี้จะเห็นว่า WIIFY ที่กำหนดนั้น ไม่ตรงกับ WIIFM ของ target group เลย จึงพอจะทำนายได้ว่า โครงการจะไปถึงดวงดาวได้ยาก แต่คงจะมีหลายคนเห็นค้านว่า มาไกลได้มากแล้ว อีกไม่ไกลก็คงถึงจุดหมาย ที่จะออกจาก area51 ได้ ซึ่งผมคงไม่ด่วนสรุปตรงนี้ แต่จากที่เห็นมาห่าง ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง ดูเหมือน contribution ส่วนใหญ่จะเป็นไปในแบบ ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือแบบให้ทานเสียมากกว่า กล่าวคือ เพราะรู้จักกับคนทำตลาดเป็นการส่วนตัวจึง เข้าไปให้ หรือไม่ก็มีคนขอผ่านสื่อมาจะเข้าไปให้ ซึ่งคงจะเดากันไม่ยากว่า จะเข้าไปให้สักกี่ครั้งกัน

การทำตลาดแบบ WIIFY จึงเป็นเรื่องของการค้นหาว่า WIIFM ของ target group คืออะไร และ offer สิ่งที่ตรง โดนใจ ให้แก่พวกเขา และพวกเขาจะกลายเป็นลูกค้าของโครงการ (campaign) นั้นไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องจนกว่า จะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป เช่น สิ่งที่ offer ให้เปลี่ยน หรือ สิ่งที่ต้องการเปลี่ยนไป

เท่านั้นเอง หลักการนั้นง่ายมาก แต่ความยากอยู่ตรงจะรู้ได้อย่างไร ว่า WIIFM คืออะไร ในเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองอยากได้อะไร จนกว่าจะมีคนมาเสนอ เช่น

เขา: ตัวเอง อยากกินอะไร เที่ยงนี้?
เธอ: อะไรก็ได้
เขา: ข้าวมันไก่ละกัน
เธอ: ไม่เอา เดี๋ยวอ้วน ไปกินก๋วยเตี๋ยวดีกว่า
เขา: ??? (ไหนบอกไรก็ได้วะ)

นี่เองที่ทำให้เคสของ iPhone เป็นตัวอย่างการทำตลาดที่ประสบความสำเร็จมาก เพราะสามารถทำสิ่งที่ตรงกับ WIIFM ได้ก่อนที่จะมีคนอธิบายได้ว่า WIIFM จะเป็นอย่างไร

ลิงค์
คลังความรู้อไจล์ไทยสไตล์ StackOverflow – Agile66 Stack | Agile Sixty-Six.

Advertisements

2 thoughts on “การตลาดแบบ WIIFY

  1. ขอบคุณเซนเซที่มาชี้แนะเช่นเคย เห็นด้วยว่าโครงการคงไปถึงดวงดาวยาก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะ WIIFY มันไม่ตรงรึเปล่าแต่ที่แน่ๆ มองว่าเพราะคนยังไม่เก็ทว่า StackExchange มันดีกว่าตรงไหน ใช้ Facebook Group ก็สบายๆดี ไม่ต้องมา commit อะไรให้มัน “วุ่นวาย” แถม commit แล้วยังต้องมาสร้าง reputation อีก โอย “วุ่นวายมาก” ไม่เอาดีกว่า ตอนหลังนี่ผมเลยเปลี่ยน target group มาเป็นคนที่เก็ท StackExchange อยู่แล้ว ก็กระเตื้องขึ้นมาอีกหน่อย (ตั้ง 12 คน ==’)

    ผมไม่แน่ใจว่าเซนเซเก็ท StackExchange แค่ไหน แต่เท่าที่ตอบมาเป็นข้อๆ ผมขอเดาว่าไม่เก็ทเท่าไหร่ หรือไม่ก็เก็ทในระดับที่ผมไม่เข้าใจไปแล้วว่ามันไม่เวิร์คหรอก อยากเก็ทผมแนะนำให้มา Commit และลองปั้น rep ให้ได้ 200 ดู จากที่ตอบมาเป็นข้อๆนั้น

    (1) keyword search ของ agile66 นั้นเป็น keyword search ของคนที่อยู่นอกวง (นอก community), แต่ผมกำลังพูดถึงการ search ใน knowledge base ของ community ผมว่าเทียบกันไม่ได้นะ ส่วนใหญ่ผมเดาว่าสิ่งที่เกิดคือ คุ้นๆว่ามีการถามตอบเรื่องๆหนึ่งในกรุ๊ปไปแต่มันไหลหายไปแล้ว จะหาเรื่องนั้นอีกทีจะหาลำบากหน่อยในกรุ๊ปตอนนี้

    (2) tag นี่ผมเดาเอา ไม่รู้เหมือนกันว่ามันช่วยแค่ไหน แต่ถ้า tag กันมันก็ช่วย search อยู่แล้ว

    (3) vote นี่ผมเห็นต่างนะ หลายๆ post ใน FB Group ตอนนี้มี Like หลายสิบ ผมว่าการที่เปิดให้ vote จะทำให้คนมีส่วนร่วมกับ community มากขึ้นซะอีกด้วยซ้ำ

    (4) ผมมองว่า agile66.com เป็นบล๊อกแต่มันยังไม่ interactive พอที่จะสร้าง community ส่วน Facebook Group นั้น interactive มากแต่มันก็มีไว้คุย ไม่ได้มีไว้ถามตอบอย่าง StackExchange

    (5) ที่ว่าขัดเกลาคำถามคำตอบนี้คงเป็นการใช้ภาษาที่ไม่ชัดเจนของผมเอง ของคุณเซนเซที่ชี้แนะมาว่ามันอ่านไม่รู้เรื่อง คือจะบอกแค่ว่าคำถามคำตอบมันช่วยกันแก้ได้ มันเหมือนช่วยกันเขียนบล๊อกนะ

    ตอนนี้มีคน Commit แล้ว 70 คน คะแนนสงสารก็มีพอสมควร แต่จะบอกว่าส่วนใหญ่ผมไม่รู้จักเขานะ เขาจะรู้จักผมรึเปล่าไม่รู้ ผมก็ยังคิดว่ามันจะเวิร์คนะ

    ขอบคุณเซนเซอีกครั้ง โพสต์นี้ทำให้ผมคิดว่า ต้องทำให้เขาเข้าใจ StackExchange มากกว่านี้ว่ามันจะช่วยเขาอย่างไร

    • ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผมเก็ตมันแค่ไหน แต่อยู่ที่คนที่พี่อยากให้มา join เค้าเก็ตพี่แค่ไหน

      1. ผมกำลังถามว่า คนที่อยากได้ การ search จริง ๆ ตอนนี้มีอยู่กี่คน พอกับที่พี่ต้องการหรือไม่
      2. เดา แล้วจะได้ผลที่ต้องการได้อย่างไร
      3. agile66 group ตอนที่ผมออก มีราว 1,500 คน คนที่โหวตมีกี่คนครับ ผมจำได้ว่า ปั่นสุดแล้ว มี 50 คน ถึงทั้งหมดมา join มันพอหรือไม่?
      4. แต่ละอย่างมีจุดเด่นของมัน แต่พี่มีสองมือ ทำไหวหรือ ยอมให้มันไม่เด่น แต่เอาอยู่ไม่ดีกว่าหรือ
      5. ล่าสุด มี บล็อกโพส 204 เป็นของผม 123 มี blogger อยู่ 10 คน ยังมีที่เหลืออีกเยอะ ถ้ามีคนอยากช่วยเขียนจริง เค้าเข้ามาแล้ว และความจริง โพสที่ดังที่สุดมีคนอื่นราว 700 คน 1 ต่อ 70 ยังเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมากมายอะไรนะครับ ถ้าอยากให้คน participate ใน blog ยังทำได้อีกมากกว่าจะเต็มจนต้องขยายไปทางอื่น

      สิ่งที่ผมพยายามบอกคือ การทำ market research และ marketing plan เป็นสิ่งจำเป็น การเห็นว่าดี แล้ว กระโจนทำเลยนั้น เข้าทางว่า “รู้เรา ไม่รู้เขา รบร้อยครั้ง ชนะเพียงกึ่งหนึ่ง” อย่าวัดดวงแบบนี้เลยนะครับ ไม่ดีหรอก

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s