Don’t you correct anyone

mirror neuronsในช่วงที่ผมฝึกการเป็นโค้ชอไจล์มาสักพัก สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นคือ มันทำให้ผมมองเห็นความผิดพลาดของคนอื่นและตัวผมเองได้ง่ายและรวดเร็วมาก แต่ทว่าเมื่อผมพยายามชี้ให้เจ้าตัวเห็นและเสนอแนวทางแก้ไข กลับมักจะได้ผลตอบรับที่ไม่ดี บางคนไม่ยอมรับเอาเสียเลย บางคนก็ยอมรับแต่กลับบอกว่าก็ฉันเป็นของฉันอย่างนี้แหละ เปลี่ยนไม่ได้หรอก สรุปคือ เกือบร้อยละร้อย ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย ยกเว้น ผมในสายตาของเขาเปลี่ยนไปในทางลบมากขึ้น

ผมใช้เวลาทำความเข้าใจสิ่งนี้อยู่พักใหญ่ และได้ลองผิดลองถูกกับมันพอสมควร ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า เพราะ มนุษย์เรานั้นมีสัญชาตญาณการปกป้องตัวเอง เมื่อมีการชี้จุดบกพร่องของเรา จะเกิดกระตุ้นที่สมองส่วนสัตว์เลื้อยคลาน(Reptilian Brain) ที่ทำงานได้รวดเร็วกว่าส่วนอื่น แต่สมองส่วนนี้จะทำงานอย่างหยาบ เมื่อถ้ามีสิ่งมากระตุ้นจะคิดเพียงว่า เป็นอันตรายหรือไม่ ถ้าเป็น จะเลือกระหว่าง สู้หรือหนี (Fight or Flight) ผลที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมีคนมากระตุ้นด้วยการบอกว่า มีข้อผิดพลาดตรงไหน สมองส่วนนี้จะตัดสินทันทีว่า เป็นปรปักษ์ และเลือกระหว่าง สู้ คือ ปฏิเสธ หรือ หนี คือ ยอมรับ แต่ไม่คิดแก้ไข ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า คืออาการของคนที่ถูกชี้จุดผิดพลาด โดยส่วนใหญ่

เพราะฉะนั้น การชี้จุดผิดพลาด จึงไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนา ความสามารถของ คนในทีมได้เลย เนื่องจากปรากฏการณ์ของการที่สมองส่วนสัตว์เลื้อยคลานจะทำเพียงแค่ สู้หรือหนี่ เท่านั้น เมื่อมีการชี้จุดผิดพลาดขึ้น

ถ้าอย่างนั้น จะทำอย่างไรล่ะ?

ในการวิจัยเกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทและสมองของมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบเซลล์พิเศษในสมอง และเรียกมันว่า “เซลล์กระจกเงา” หรือ “Mirror Neuron” ในการทดลองนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ ติดตั้งเครื่อง MRI ในตัวอย่างทดลอง และพบว่า ในระหว่างที่ตัวอย่างมองดูคนอื่นทำกิจกรรม และ ตัวอย่างระหว่างที่ตัวอย่าง กระทำกิจจกรรมนั้นด้วยตัวเอง กลุ่มเซลล์เหล่านี้ได้แสดงออกถึงการทำงานแบบเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ ได้สรุปเรื่องนี้ไว้ว่านี่คือกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ ซึ่งทำให้เกิดการเลียนแบบขึ้นนั้นเอง

จากความรู้ตรงนี้พอจะสรุปได้ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้ผ่านการ “เลียนแบบ” ไม่ใช่ผ่านการอ่านหรือการฟัง ตรงจุดนี้เองจะเป็นเครื่องยีนยันว่า ทำไม การบอกจุดผิดพลาดจึงไม่สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้แก้ไขและพัฒนาได้ และก็ยังชี้ทางด้วยว่า จะทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดการแก้ไขและพัฒนาได้

ซึ่งก็คือ “การทำให้ดูเป็นตัวอย่าง” นั้นเอง

การนำทฤษฎีในไปประยุกต์ใช้ อันดับแรก เราต้องหยุดตัวเองเมื่อเห็นการกระทำผิดพลาดของผู้อื่นให้ได้ ต่อจากนั้นจึงหาโอกาส ที่จะแสดงการกระทำที่ถูกต้องให้ดูเป็นตัวอย่างโดยห้ามบอกว่าอีกฝ่ายทำผิดพลาดอย่างเด็ดขาด การกระทำอย่างนี้จะเป็นการกระตุ้นเซล์กระจกเงาให้ทำงาน และเกิดการเรียนรู้ขึ้น บางครั้งการแสดงตัวอย่างนี้อาจจะใช้เพียงแค่ครั้งเดียวก็สัมฤทธิ์ผล แต่บางครั้งก็ต้องใช้เวลามากกว่านั้น แต่ก็ดีกว่า การชี้จุดโดยตรงที่แทบจะไม่มีโอกาสสำเร็จเลย

ตัวอย่างการนำไปใช้

ปู่กับหลานคู่หนึ่งเล่นวิ่งแข่งกันไปถึงต้นไม้ต้นหนึ่ง แน่นอนหลานแข็งแรงกว่า จึงวิ่งไปถึงก่อน

หลาน: I win. I win.
ปู่: Yes, you won.
หลาน: Yeah, I won.

อาจจะเป็น perfect case ไปหน่อย แต่ก็ประมาณนี้แหละ

Advertisements

One thought on “Don’t you correct anyone

  1. ตอนก่อนหน้านั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้เท่าไร ยังจำได้ว่าเคยตอบพี่ว่า”ก็ผมเป็นของผมแบบนี้ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร”

    แต่ตอนนี้ผมว่าผมชักจะเข้าใจแล้ว 555

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s