Stop the line

help me Stop the line หรือ Andon (อ่านว่า “อัน-ดง”) ในภาษาญี่ปุ่น มีความหมายว่าไม่ว่าใครก็ตามที่พบปัญหา หรือความผิดปกติ ซึ่งไม่จำเป็นต้องแน่ชัดว่าเป็นปัญหา สามารถหยุดกระบวนการผลิต แล้วเรียกทุกคนมาประชุมกันเพื่อวิเคราะห์และแก้ปัญหาร่วมกันได้

จากที่คำนี้มีคำภาษาญี่ปุ่นด้วย ทุกคนคงเดาไม่ยากว่า เป็นหลักการของ ลีน ซึ่งเรื่องนี้อาจฟังดูไม่ยาก แต่การสร้างให้ทีมมีความสามารถนี้นั้นทำได้ยากและอาศัยเวลามากว่าที่ทุกคนคิด เทคนิคอันหนึ่งที่ผมใช้เป็นประจำในการสร้าง สัญญาร่วมของทีม ในการที่หากมีใคร ดึงสาย Andon แล้วจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากทุกคนในทีมคือ เทคนิคของ NLP ที่เรียกว่า Dropping Anchor

เหตุที่ทำให้ผมนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เพราะน้อง Beam เขียนเรื่อง Psychology The Series: แรงบันดาลใจสั่งได้! ซึ่งเกี่ยวกับเทคนิคนี้ เลยคิดว่าน่าจะเขียนเรื่องนี้มาบวกด้วย เพื่อให้เห็นการใช้งาน NLP ในอไจล์ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ถ้าใครยังไม่เคยรู้จักเกี่ยวกับเรื่อง anchor ใน NLP ก็ตามไปอ่าน บล็อกของน้องเค้าก่อนได้นะครับ น้องเค้าเขียนได้เข้าใจง่ายดี

ในสมัยที่ผมยังเรียน ม.ปลายอยู่นั้น สมัยก่อนยังมีการสอบเทียบ ผมก็ลองสอบดูกับเขาบ้าง ทั้ง ๆ ที่ไม่อ่านหนังสือเลย ผลหรือครับ สอบไม่ติดคณะไหนเลย ต้องเรียน ม.6 ร่วมกับเพื่อนครึ่งหนึ่งที่เหลือ ซึ่งบางส่วนคือกลุ่มที่คอยทุนรัฐบาลหรือไม่ก็คอยไปเมืองนอกด้วยทุนส่วนตัว และส่วนอีกส่วนคือผู้ร่วมอุดมการณ์เอ็นไม่ติดกับผม ตอนแรกก็ไม่คิดอะไรมากเพราะไม่ได้เตรียมตัวเพื่อสอบเอ็นเลยแม้แต่นิดเดียว แต่กลายเป็นว่า การเอ็นไม่ติดในปีแรกสร้างความรู้สึกด้านลบกับผมมาก ยิ่งใกล้วันสอบ ผมก็ยิ่งกังวลมากขึ้นว่าถ้าตัวเองเอ็นไม่ติดอีกคงจะแย่มาก ๆ เพราะไม่มี ม.6 ให้กลับไปเรียนอีกแล้ว จนในที่สุดราวหนึ่งเดือนก่อนสอบเอ็นครั้งที่สอง ผมก็เกิดบรรลุอะไรบางอย่างว่า เมื่อไม่มีทางถอยแล้วเราก็ต้องสู้ แต่จะสู้อย่างไรดี ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่าน เขาบอกว่า “นักกีฬานั้นไม่ได้แข่งกันที่ ใครทำได้ดีกว่ากัน แต่แข่งว่า ใครพลาดน้อยกว่ากัน แค่เพียงทำได้เท่ากับที่ตอนซ้อมทำได้ ก็ชนะแน่นอน” ผมจึงคิดว่า ถ้าผมสามารถทำสอบได้เท่ากับตอนฝึกทำข้อสอบ ก็น่าจะสอบติดแน่นอน

วิธีที่ผมใช้ ณ เวลานั้นคือ ทำให้ร่างกายคุ้ยเคยกับการทำข้อสอบในเวลาเดียวกันกับที่ต้องทำสอบจริง ด้วยการ ฝึกทำข้อสอบเก่าย้อนหลัง โดยถ้าวิชานี้สอบเช้าผมก็จะฝึกทำข้อสอบตอนเช้า ในเวลา 9.00 – 12.00 ที่เป็นเวลาเดียวกันกับการสอบจริง ในเวลาบ่าย 13.00 – 16.00 จะฝึกทำเฉพาะวิชาที่จะสอบตอนบ่าย ส่วน นอกเวลานั้น ผมจะพัก อาจทบทวนบ้าง แต่ไม่ทำข้อสอบจริง ทำอย่างนี้อยู่จนกระทั่ง ราวหนึ่งอาทิตย์ก่อนสอบ ผมเอาข้อสอบปีล่าสุดซึ่งเว้นไว้ แล้วมาซ้อมสอบจริง ในเวลาจริง แล้วตรวจคะแนนออกมา ณ ตอนนั้น ผมมั่นใจว่า ติดไม่อันดับหนึ่งก็อันสอง ซึ่งขึ้นกับคนอื่นว่าจะทำคะแนนชนะผมไปเท่าไหร่ แต่ไม่หลุดอันดับสามแน่ ๆ ซึ่งเมื่อประกาศผลออกมา ผมก็ไม่ผิดหวัง สอบติดมหาลัยที่ตั้งใจไว้ นั่นคือครั้งแรกที่ผมรู้จักการ drop anchor ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเรียน NLP มาก่อน เมื่อผมได้เรียน NLP แล้วจึงเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำมีชื่อเรียกด้วย

กลับเรื่องการสร้างทีมให้สามารถ stop the line ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ก็ใช้หลักการเดียวกัน คือ การสร้างให้เกิด trigger ของการตอบสนองที่จำเพาะ เหมือนอย่าง การเตรียมสอบของผม ที่ถ้าหาก เวลาตรง ลักษณะมุมของแสงอาทิตย์ อุณหภูมิ(สมัยนั้นห้องสอบไม่มีแอร์) อากาศ เป็นเวลาสอบ ร่างกายของผมจะพร้อมทำสอบทันที เพราะฉะนั้นเราจะต้องหา trigger นี้ให้กับทีม ซึ่งไม่ยากเพราะ trigger ธรรมชาติมีอยู่แล้ว นั่นคือ andon (สายสัญญาณ) ซึ่งในที่นี้คือ คำถามหรือปัญหาจากเพื่อนร่วมทีม

วิธีการคือ เราจะต้องเตรียมให้ทุกคนตอบสนองต่อคำถาม ถ้าหากมีใคร มีคำถามแล้วทุกคนจะเงี่ยหูฟังและเข้าร่วมหาคำตอบทันทีโดยอัตโนมัติ ผมเตรียมด้วยกระบวนการสองขั้นตอน

1. ในเวลาที่ทุกคนในทีมกำลังเคร่งเครียดกับงาน ผมจะถามคำถามที่ไม่เกี่ยวกับงาน แต่น่าสนใจ และกระตุ้นให้ทุกคนเข้าร่วมในการสนทนานั้น ตัวอย่างขอคำถามที่ผมมักจะถามก็จะเป็นทำนอง “รู้มั้ยว่า Hello กับ Hi นั้นมาจากอะไร” ซึ่ง หลายคนจะหันมาแล้ว ทำหน้างง ๆ ผมก็จะเฉลยว่า “มาจาก Hell low, heaven high” ทุกคนจะทำหน้าไม่เชื่อแล้วเริ่มการค้นคว้าของตัวเอง บางครั้งเพื่อค้นพบว่า มันถูกต้องบางครั้งเพื่อมาบอกว่า ผมพูดผิดอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พวกเขาเริ่มต้นสร้างวัฒธรรมการรวมหัวเพื่อค้นหาความจริงที่เรียกว่า “Stop the line” ขึ้นแล้ว

2. แล้ววันหนึ่งก็จะมีคนหนึ่งในทีมเริ่มทำอย่างผมบ้าง ตัวอย่างเช่น มีน้องคนหนึ่งจู่ ๆ ก็ถามขึ้นมาว่า “รู้มั้ย? ทำไมแมลงสาบต้องตายหงายท้อง” ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าตัวรู้คำตอบหรือไม่ แต่ก็ดึงความสนใจของทุกคนได้ ผมรีบกระโจนเข้าไป และเริ่มค้นคว้าทันที เมื่อคนอื่นเห็นผมทำ ก็ทำบ้าง แล้ว การสนทนาอย่างออกรสก็เริ่มต้นขึ้น วัฒนธรรม Stop the line ได้ฝังรากลึกลงแล้ว

เมื่อการฝึกซ้อมแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา ทุกคนจะซึมซับและมีการตอบสนองต่อปัญหาหรือคำถามโดยอัตโนมัติ จนวันหนึ่งเมื่อเกิดปัญหาขึ้นจริงในงาน ตัวอย่งเช่น ในวันที่มีการ deploy project ขึ้น production ปรากฏว่า มีหน้าหนึ่งเกิด error โดยไม่ทราบสาเหตุ ผมเพียงแค่ พูดมันขึ้นมาดัง ๆ ก็เกิดการรวมตัวแก้ปัญหาทันที ผลปรากฏว่า เราสามารถหาสาเหตุได้ในเวลาน้อยกว่า 10 นาทีเสียอีก ซึ่งถ้าคนที่เป็นคน deploy ต้องเป็นคนหาเองคนเดียวผมว่า ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่ง code คงจะถูก rollback ไปก่อนหน้านั้นแล้ว

นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการใช้ NLP และ Lean เพื่อสร้าง self-managed team ที่สมบูรณ์

Advertisements

One thought on “Stop the line

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s