การเวียนว่ายตายเกิด

ความสามารถของน้องคนนี้ทำให้ผมทึ่ง และเหมือน ๆ วิดีโออื่น ๆ ที่ทำให้ผมเชื่อในการกลับชาติมาเกิดยิ่งขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเชื่อคือการที่เด็กในสมัยนี้มีความสามารถสูงขึ้นเรื่อย ๆ บางคนได้ความสามารถที่ให้ตายยังไงก็คงไม่สามารถที่คนธรรมดาจะฝึกมันขึ้นมาได้เร็วขนาดนั้น ผมจึงเชื่อว่าเขาเหล่านั้นฝึกฝนมันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว

ในศาสนาพุทธ การเวียนว่ายตายเกิดเป็นเรื่องธรรมดา แต่ ก็ไม่ได้พูดชัดเจนเสียทีเดียวว่า ส่ิงที่เวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นคนเดิม หรือไม่ใช่คนเดิม

มีพุทธพจน์ตรัสเตือนไว้ ไม่ให้ประมาท หลักปฏิจจสมุปบาทนี้
ว่าเป็นหลักเหตุผลที่เข้าใจง่าย, เพราะมีเรื่องที่พระอานนท์
เข้าไปกราบทูลพระองค์ และพระองค์ได้ตรัสตอบ มีความดังนี้
“น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาเลย พระเจ้าข้า, หลักปฏิจจสมุปบาทนี้
ถึงจะเป็นธรรมลึกซึ้ง และปรากฏเป็นของลึกซึ้ง
แต่ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นธรรมง่ายๆ”
“อย่ากล่าวอย่างนั้น อย่ากล่าวอย่างนั้น อานนท์,
ปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นธรรมอันลึกซึ้ง และปรากฏเป็นของลึกซึ้ง
เพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่แทงตลอด หลักธรรมข้อนี้แหละ
หมู่สัตว์นี้จึงวุ่นวายเหมือนเส้นด้ายที่ขอดกันยุ่ง……ฯลฯ.”
(สํ.นิ. ๑๖/๒๒๔-๕/๑๑๐-๑)

กล่าวคือ ถ้าอยากรู้เรื่องเวียนว่ายตายเกิดต้องเรียน ปฏิจจสมุปบาท และมันยังไม่ใช่ของง่าย ถ้าพยายามทำความเข้าใจแบบบ้าน ๆ ก็จะรู้สึกว่า ยุ่งเหมือนกับเส้นด้ายที่เอามาพันกันจนเป็นก้อน แกะออกมายากเหลือกำลัง

การจะเข้าใจเรื่องของการกลับชาติมาเกิดนั้นต้องเข้าใจในเรื่องของกายและจิตก่อน กายของคนเรานั้นประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ (Carbon, Hydrogen, Nitrogen, และ Oxygen) แต่เพียงแค่ธาตุเหล่านี้มารวมตัวกันยังไม่ทำให้เกิดชีวิต ยังต้องมี จิต เข้ามาสถิตด้วย เมื่อตายลง ธาตุนั้นยังอยู่ที่ร่างแต่จิตนั้นหายไป แต่คำว่าหายไปนั้น ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว จิตได้หายไปจากร่าง แต่ว่า มันไม่ได้หายไปจากโลก จิตนั้นยังคงอยู๋ในโลก และพร้อมจะรวมเข้ากับ กาย ใหม่ และเกิดเป็น ชีวิต ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

การจะบอกว่า ชีวิตนี้คือชีวิตเดิม เราไม่สามารถกล่าวเช่นนั้นได้ เพราะ กายนั้นเป็นกายใหม่ แต่เราก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่า ชีวิตนี้เป็นใหม่ เพราะ จิตนั้นเป็นจิตเดิม หรือเราจะกล่าวว่าชีวิตนี้ไม่ใช่ชีวิตเดิมก็กล่าวไม่ได้ เพราะ จิตนั้นเป็นจิตเดิม และเราก็กล่าวว่า ชีวิตนี้ไม่ใช่ชีวิตใหม่ก็ไม่ได้ เพราะ กายนั้นเป็นกายใหม่ การเวียนว่ายซับซ้อนอย่างนี้เอง

ที่เรียกว่าจิต นั้นไม่ใช่ความทรงจำ ความทรงจำนั้นอยู่กับกาย เมื่อกายสิ้นแล้วความทรงจำเดิมก็หายไป เหลือแต่จิตเท่านั้น ที่คงอยู่ และไปสู่กายใหม่เกิดเป็นชีวิต จิตเดิมนั้นเมื่อชาตก่อนเคยทำอะไร เคยฝึกอะไรก็มีความคุ้นเคย จากการฝึกฝน เมื่ออยู่ในกายใหม่ก็สามารถควบคุมกายให้ทำสิ่งนั้นได้ หรือใช้เวลาฝึกฝนเพียงเล็กน้อย เหมือนคนเราที่ว่ายน้ำได้ แม้ไม่ได้ลงว่ายเป็นเวลานาน เมื่อลงน้ำก็ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยก็สามารถว่ายได้

ความสามารถอย่างนี้ แบบโลก ๆ เราเรียกมันว่า พรสวรรค์ แต่ความจริงแล้วถ้าเข้าใจกฏแห่งกรรม พรสวรรค์นั้นไม่มีจริง ทุกสิ่งล้วนเกิดแต่กรรม ไม่มีอะไรจะเกิดมาโดยไร้เหตุ ทุกอย่างมีเหตุ ไม่ใช่ว่าเทวดาจะบันดาลแล้วเราจะตึกลองเก่งขึ้นมา หากแต่ต้องอาศัยการฝึกฝน เรียนรู้ ทบทวน การที่เด็กคนหนึ่งจะทำอะไรได้ดีกว่าเด็กทั่วไป ก็โดยเพียงว่า เขาได้ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักมาแล้วในอดีตชาตินั่นเอง

สำหรับ เรา เมื่อเรารู้เช่นนี้แล้ว ก็จะเข้าใจว่า ชาติก่อนเป็นเหตุ ชาตินี้เป็นผล ถ้าหากเราใช้ความถนัดในชาติก่อนเป็นตัวตั้งเราก็จะรู้ว่าชาตินี้เราทำอะไรได้ดี และสามารถนำมาต่อยอดให้สูงยิ่งขึ้นได้ ส่วนอะไรที่เราอยากทำแต่ทำไม่ได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องท้อ เราสามารถฝึกฝนได้ ถ้าชาตินี้ไม่สำเร็จ ยังสามารถฝึกต่อไปถึงชาติหน้าได้

แต่ปัญหาคือ เราเก็บความทรงจำข้ามภพชาติไม่ได้นี่สิ ปัญหา ถึงแม้ว่าเราจะวางแผนเสียดิบดี กลายเป็นว่า ชาติหน้ากลับกลายเป็นลืมเสียสิ้นว่าวางแผนอะไรไว้ เลยไม่ได้สานต่อ สิ่งที่ทำไว้แต่ชาติก่อน นี่เองเขาถึงบอกว่า การบำเพ็ญเพียรจนบรรลุธรรมนั้นช่างยากนัก เพราะ นอกจากความตั้งใจจริงแล้วยังมีเหตุบังเอิญอีกนานับประการ จึงจะมีโอกาส บำเพ็ญเพียรต่อเนื่องกันหลาย ๆ ชาติ จนบรรลุธรรมได้

สิ่งสำคัญคือชาติก่อน ผ่านไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้ ชาติหน้ายังมาไม่ถึงและเรากำหนดอะไรไม่ได้ว่าเราจะยังคงมีจุดมุ่งหมายเดิมอยู่หรือไม่ สิ่งที่เราทำได้คงมีแต่ชาตินี้ ที่เราจะมีโอกาสทำสิ่งที่ใจหวัง

“ถ้าวันนี้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้”
พุทธทาสภิกขุ

Advertisements

4 thoughts on “การเวียนว่ายตายเกิด

  1. อ่านแล้ว ได้อรรถรส เหมือนกับที่ ครูทางพุทธที่อยู่ในรูปของฆราวาส ที่ผมรู้จักท่านหนึ่ง เคยสอนไว้ว่า
    “สิ่งที่ไม่เห็น ไม่เคยสัมผัส ไม่เคยรู้สึกถึง ใช่ว่าจะไม่มี นักลงทุนที่ดี ต้อง*ลงทุนข้ามชาติ* “

  2. ผมไม่ได้เชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องกลับชาติมาเกิด แต่ผมเชื่อในศักยภาพของเด็กว่าถ้าไดัหัดทำอะไรจริงจังตั้งแต่เด็กเล็กๆแล้วเขาจะเรียนรู้และทำอะไรได้มากกว่าที่ผู้ใหญ่คิดเยอะมาก ผู้ใหญ่และการศึกษา(แบบ command and control) เองต่างหากที่เป็นตัวกดศักยภาพของเด็กไว้ การได้ศึกษาหาความรู้เรื่องพ่อแม่ทำให้ผมรู้จักเด็กไทยที่ไม่ได้ไปโรงเรียนแต่อ่านภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่ “2 ขวบ” เพราะแม่เขาใช้เทคนิคของ Glen Doman สอน และน้องเขายังเล่นไวโอลินและเปียนโนระดับเทพ เพราะแม่เขาเป็นครูเปียนโนที่ใช้วีธีการสอนแบบ Susuki (ที่หลายคนจะรู้จักจากหนังสือรอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว) ผมเชื่อว่าเด็กทำได้โดยไม่ต้องใช้ทุนจากชาติที่แล้ว

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s