ทำไมเราจึงเลือกนายกรัฐมนตรีของเราเองไม่ได้?

นานมาแล้วผมเคยมีคำถามนี้อยู่ในใจ ทำไมนะเราจึงเลือกนายกรัฐมนตรีของเราเองไม่ได้?

ด้วยระบอบการเมืองของไทยนั้นใช้ระบบรัฐสภาตามแบบอังกฤษ เราจึงไม่สามารถเลือกนายกฯของเราเอง เป็นคำตอบแรกที่ผมได้ ผมจึงเกิดคำถามต่อว่า ทำไมเราจึงไม่ใช้ระบอบแบบอื่นล่ะ ก็ได้คำตอบว่าแบบอื่นคือ แบบประธานาธิบดี หรือแบบสหรัฐอเมริกา และแบบฝรั่งเศสซึ่งเป็นการผสมผสาน ระหว่างแบบอังกฤษและอเมริกา แต่ทั้งสองแบบนั้นไม่มีกษัตริย์แต่เรามีกษัตริย์ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องใช้แบบอังกฤษเท่านั้น

ทำไมเราไม่สร้างระบอบของเราเองนะ? ผมคิด

ความจริงมีคนหลายคนคิดเหมือนผม (หรือเปล่านะ) คืออยากให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง และแยกฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายตุลาการและนิติบัญญัติโดยเด็ดขาด แต่คนเหล่านั้นโดนข้อหาคอมมิวนิสต์ และล้มหายตายจากไปหมดแล้ว

ผมงงมากว่า ผมจะรักในหลวง และอยากเลือกนายกฯ ในเวลาเดียวกันไม่ได้เชียวหรือ? ทำไมนะ?

เหตุผลหนึ่งที่ผมเคยได้ยินคือ ถ้าเลือกตั้งนายกฯ โดยตรงแล้วก็ไม่รู้จะเอาพระมหากษัตริย์ไปไว้ที่ใด?

ผมคิดง่าย ๆ ของผมว่า ก็อยู่ตรงที่พระองค์อยู่สิ คือเหนือการเมืองทั้งปวง เป็นสถาบันที่เคารพรักของคนไทยต่อไปชั่วกาลนาน ทำไมจึงไม่ได้ล่ะ?

สิ่งที่ผมคิดว่า ควรจะเป็นคือ มีการเลือกตั้ง สองอันแยกจากกัน คือ เลือก นายกรัฐมนตรี ซึ่งในการเลือกตั้งนั้นผู้เสนอตัวเป็นฯนายกฯ คงจะต้องนำเสนอ ผู้ที่จะดำรงค์ตำแหน่งต่าง ๆ ในคณะรัฐมนตรี ของตัวเอง เช่น รองนายกฯ รัฐมนตรีว่าการต่าง ๆ ซึ่งเราก็จะรู้ว่า หน้าตาคนที่จะมาทำงานให้เราคือใครบ้าง ถูกใจหรือไม่ และเลือกตัวนายกฯ ที่จะมาพร้อมคณะรัฐมนตรีที่ดีที่สุดในสายตาของเรา

ส่วนตัวแทนปวงชน อย่างสมาชิกสภาผู้แทน ก็เลือกแบบแบ่งเขต เหมือนเดิมโดยไม่จำเป็นต้องมีแบบบัญชีรายชื่อ เพราะพวกคุณจะมาเป็นตัวแทนของเรา ไม่ใช่มาเป็นรัฐมนตรี เราอาจจะยังคงมีสมาชิกวุฒิสภาตามเดิม โดยจะเป็นการเลือกตั้งหรือไม่ก็ได้ เพราะมีหน้าที่กลั่นกรองเท่านั้น อำนาจการออกกฏหมายหลัก ๆ ยังคงอยู่กับสภาผู้แทนราษฎร์เหมือนเดิม

ถ้าหากว่าคณะรัฐบาล ทำงานไม่เป็นที่น่าพอใจ ก็ควรจะเปิดให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล แต่ไม่ควรมีการอภิปรายทั้งคณะ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลมากว่า ทำไมแต่ละคนทำงาน ถึงแม้ทุกคนทำไม่ดีก็ควรจะสามารถบอกได้ว่า ใครคนใดทำไม่ดีอย่างไร กล่าวคือเป็นการไม่ไว้วางใจเป็นรายบุคคลแต่ครบทุกคน โดย ถ้าหากเป็นการไม่ไว้วางใจนายากรัฐมนตรีจะสามารถทำได้ แต่จะไม่สามารถไล่นายกฯ ออกได้ เพราะเป็นผู้ที่ประชาชนเลือกมาโดยตรง กล่าวคือ ถ้าหากนายก ฯ ไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภา โดยจะต้องมีองค์ประชุมครบ เท่านั้นเท่านี้ อาจจะกำหนดไปเลยว่า ต้องมีจำนวน ส.ส. ครบ 100% นะจึงจะอภิปรายนายกได้ และถ้าหาก เสียง 3 ใน 4 ไม่ไว้วางใจ จะต้องเปิดให้มีการออกเสียงทั่วประเทศเพื่อไล่นายก อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้านายก ไม่ได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่งจากประชาชน ก็ถือว่า พ้นจากตำแหน่ง และจะต้องมีการเลือกตั้งนายกฯ ใหม่

ผมว่า มันน่าจะตรงตัวง่าย ๆ แบบนี้ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงทำไม่ได้ กลับปล่อยปละให้มีการซื้อตัว ส.ส. ส.ว. เพราะจำเป็นต้องใช้เสียงเหล่านี้ในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น กลายเป็นว่า อำนาจการปกครองของเราไม่ได้แบ่งเป็น 3 ฝ่าย ดังที่เราเรียนในตำรา แต่เป็นสองฝ่ายเท่านั้น คือ ฝ่ายบริหาร และลูกน้องของฝ่ายบริหารคือสภา ซึ่งมีหน้าที่ออก กฏหมายตามที่ฝ่ายบริหารต้องการ และฝ่ายตุลาการ ซี่งมีหน้าที่ตัดสินความตามกฏหมายที่ออกโดยสภาลูกน้องรัฐบาล สรุปว่า อำนาจกระจุกรวมกันอยู่ที่ฝ่ายบริหาร เพราะ สภาก็เป็นลูกน้องสั่งได้ ศาลก็มีหน้าที่ตัดสินตามกฏหมายที่สั่งให้ออกมา ถ้าไม่ถูกใจก็เปลี่ยนกฏหมายเสียได้ตามใจ

ไม่รู้นี่เรืยกประชาธิปไตยตรงไหน?

เป็นระบอบการปกครองแบบ Election Driven มากกว่า คือเลือกตั้งแบบเขียนเช็คเปล่าให้นักการเมือง แล้วพวกเขาจะไปปู้ยี่ปู้ยำบ้านเมืองอย่างไรก็ได้

วันที่ 9 ธ.ค. 2556 ที่จะถึงนี้ คงมีหลายคนไปร่วมชุมนุมเพื่อผลักดันให้บ้านเมืองเราผ่านพ้นวิกฤต ลองเอาแนวคิดนี้ไปต่อยอดมั้ยครับ เผื่อจะเป็นทางออกให้กับประเทศได้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s