ข้อเสียของอไจล์คือ มันยาก

มีอยู่ครั้งหนึ่งจะไม่ได้ว่าที่ไหนผมพูดเรื่องอไจล์ แล้วมีคนถามว่า “เห็นพูดถึงแต่ข้อดี แล้วอไจล์มีข้อเสียหรือไม่” จำได้ว่าผมตอบไปโดยไม่ต้องคิดว่า “มันยาก” ซึ่งด้วยความสัตย์จริงมันคือข้อเสียที่สำคัญที่สุดของอไจล์เลยก็ว่าได้เพราะ..

อไจล์นั้นสอนให้คนคิดเป็น ไม่ใช่คิดเป็นในระดับหัวหน้านะ คิดเป็นทุกคนทุกส่วน ทีนี้คนส่วนมากแล้วผ่านมาจากระบบการศึกษาที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้คนคิดมานัก ฝึกสอนกันในเรื่องการทำตามตำรา ตามคำสั่งมากกว่า ลองดูข้อสอบก็ได้ มีแต่ จงแสดงวิธีทำ จงพิสูจน์ จงหาคำตอบ จง จง จง มีมั้ยที่บอกว่า ให้คิดว่าควรตั้งคำถามว่าอะไร ตั้งแต่ร่ำเรียนมาเคยได้ยินคนเดียวคือ อ.วรภัทร์ ที่ตั้งโจทย์แบบนี้ การทำข้อสอบได้ไม่ได้บอกเลยความคิดเป็น เพราะคนเราจะคิดเป็นนั้นต้องตั้งคำถามเป็น จึงหาคำตอบได้ ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีใครมาตั้งคำถามให้เราเหมือนในโรงเรียนหรอก

ทีนี้ลองมาดูตัวอไจล์เองก็จะเข้าใจเพ่ิมขึ้น เริ่มจากตัว manifesto เลย เค้าบอกแค่ว่า จงให้ความสำคัญทางด้านซ้าย ได้แก่ ความเป็นมนุษย์ ซอฟแวร์ที่ใช้งานได้จริง ความสัมพันธ์กับลูกค้า และการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง มากกว่าอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ subjective มาก มนุษย์แต่ละคน มีความต้องการไม่เหมือนกัน บางคนต้องการเรียนรู้มากกว่า บางคนต้องการโอกาส บางคนต้องการเงิน บางคนต้องการตำแหน่ง ฯลฯ การจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ได้ต้องรู้จักคนแต่ละคนเป็นปัจเจก คือเป็นคน ๆ ไป นี่คือเรื่องยากเรื่องแรก เพราะถ้าบริษัทเรามีคนสักสิบยี่สิบคนก็คงยากแต่พอจะทำได้ แต่ถ้าเป็นระดับพันสองพันคนผู็บริหารจะมาเข้าเรื่องราวของแต่ละคนจะทำได้อย่างไร อันนี้อไจล์กลับไม่มีสูตรตายตัวให้ต้องไปคิดต่อเอาเอง

ซอฟแวร์ที่ที่ใช้งานได้จริง อันนี้ฟังดูเหมือนง่าย ก็ใช้งานได้อย่างไร แต่พอคิดลึกซึ้งแล้ว ซอฟแวร์ที่ใช้งานได้จริงคืออะไร มีใครสามารถนิยามมันได้หรือไม่ มันยากนะ Windows XP มี bug มาก ขึ้นจอฟ้าประจำแต่ถ้าตามอไจล์แล้วมันคือซอฟแวร์ที่ใช้งานได้จริง และประสบความสำเร็จเสียด้วย คำว่าใช้งานได้จริง จึงไม่ใช่อะไรที่ตรงตัว มันขึ้นกับว่าคนใช้ยอมจ่ายเงินที่จะใช้มันหรือไม่ ถ้าใช่ก็แสดงว่า ใช้งานได้จริง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ซอฟแวร์ที่ใช้งานได้จริง คือ ซอฟแวร์ที่แก้ปัญหาของผู้ใช้ได้ แต่ก็อีกนั่นแหละ มันไม่มีสูตรสำเร็จ ที่ว่าแก้ได้แล้ว ที่ว่าแก้ได้พอเจอที่แก้ได้ดีกว่า ก็กลายเป็นแก้ไม่ได้ไปเสีย คนก็เลิกใช้ ไปใช้ของใหม่แทน จากที่เคยใช้ได้ก็ใช้ไม่ได้เสียแล้ว

เรื่องของคนในทีมว่ายากแล้ว การทำงานร่วมกันกับลูกค้ากลับยากกว่า จะรู้จักความต้องการเขาทีมเราเองว่ายากแล้ว การรู้จักลูกค้ายากกว่านั้นอีก แต่ก็อีกนั่นแหละ เรายังคงต้องฝึกฝนเพื่อให้สามารถสร้างและมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า หรือคนจ่ายเงินให้เรา ไม่เช่นนั้นแล้ว ธุรกิจก็จะไม่ยั่งยืน

สุดท้ายแล้ว ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะดีอยู่แล้ว ก็ไม่ได้บอกเลยว่าเราจะประสบความสำเร็จ ความเปลี่ยนแปลงเป็นของธรรมดาของโลก นอกจากเราจะต้องทำงานของเราให้ดีที่สุดตามที่สัญญาไว้แล้ว เรายังต้องคอยตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาด้วย การสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ว่าคุ้มกันนี่ไม่ได้หมายความว่าห้ามเปลี่ยนนะ แต่เป็นเปลี่ยนตามได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องต่างหาก ซึ่งจะเห็นว่า ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวอีกนั่นเอง

นี่เองคือเหตุผลว่า เวลาผมสอนเกี่ยวกับอไจล์ทุกอย่างจะ abstract หมด คือ เป็นหลักการโดยไม่มีข้อกำหนดชัดเจน หลายคนจะงง สับสน เพราะไม่เคยเรียนอะไรแบบนี้ แต่ความเป็นจริงคือ เพราะอไจล์นั้นยากมาก และไม่สามารถหาคำตอบไว้ก่อน ในรูปแบบของ best practices ได้ สิ่งที่ทำได้มีเพียงเตรียมความพร้อมให้เราสามารถเรียนรู้และปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา (learn and adapt)

ส่ิงหนึ่งที่ผมจะบอกคนหลายคนคือ อ่านมาก ถามมาก ลองมาก ผิดมาก เรียนรู้มาก จึงจะทำอไจล์ได้ดี ทางลัดทางหนึ่งคือการมีที่ปรึกษาที่ดี ซึ่งวิธีดูว่าใครเป็นที่ปรึกษาที่ดีก็คือ ดูว่ามี 5 มาก ที่กล่าวไว้บรรทัดข้างบนนี้มากน้อยเช่นไร วิธีหนึ่งคือถามเขาว่า เคยผิดพลาดอะไรมาบ้าง และเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดนั้น ถ้าเขาไม่เคยผิดเลย อันนี้ระวังเพราะคนที่ไม่เคยผิดพลาด คือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s