Rote Learning, the Agile learning way

Rote Learning สามารถแปลเป็นไทยได้ว่า “การเรียนรู้ด้วยการทำซ้ำไปซ้ำมา”

ในโลกยุคเก่ามักดูถูกว่า การเรียนรู้แบบ Rote Learning นั้นไม่ใช้สมองและด้อยกว่า การเรียนแบบ Critical Thinking แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวผม กลับกลายเป็นว่าแบบ Rote นั้นกลับมีพลังมากกว่า และสามารถพัฒนาได้สูงกว่า

สิ่งแรกที่คนมักได้รับการสอนในระบบอไจล์ การเรียนอไจล์นั้นใช้เหตุผลที่เรียกว่าสามัญสำนึกไม่ค่อยจะได้ เพราะ มันมักจะตรงข้ามกันในแบบที่เรียกว่า counterintuitive ผมเจอจนต้องตั้งกฏมาในข้อ #6. ที่ว่า “คิดซ้ายให้ไปขวา…” เพราะมันกลายเป็นว่าทุกสิ่งที่เราคิดได้เป็นอันดับแรกนั้น ผิดตลอด ต้องคิดต่อแล้วจะพบว่า ทำในทางตรงกันข้ามกลับได้ผลดีกว่า ตัวอย่างเช่น

Test Driven – test ก่อน code
Iteration – วางแผนพอใช้ได้แบบสั้น ๆ ได้ผลดีกว่า วางแผนดี ๆ ยาว ๆ
Story-point – estimate ที่ดีคือ ไม่เป๊ะ (not accurate)
Zero-branch – ทำโค้ด อย่า branch

เอาพอหอมปากหอมคอ ถ้าเขียนหมดมันก็แทบทุกเรื่องในอไจล์นั่นแหละที่เป็นประมาณนี้ กลับมาที่การเรียนรู้ สิ่งหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้อะไรที่เกี่ยวกับคอมพิวเคอร์มักจะตรงข้ามกับโลกปกติ น่าจะเป็นเพราะ ในระบบคอมพิวเตอร์นั้น มีวิธีการทำงานที่แตกต่างจากมนุษย์ค่อนข้างมาก ยกตัวอย่างคือ สมมติเราจะทำการ sort ตัวเลข จำนวน N ถ้าเป็นมนุษย์เราจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า Selection sort ซึ่งเป็นวิธีที่มนุษย์จะทำมันได้เร็วที่สุด แต่พอเป็นคอมพิวเตอร์การใช้เทคนิคนี้กลับช้าเกือบที่สุด เป็นรองแค่ Bubble sort เล็กน้อย ส่วนวิธีที่คอมพิวเตอร์จะ sort ได้เร็วที่สุดคือ Quick sort ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์ธรรมดาจะสามารถใช้เทคนิคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นภาพว่ามนุษย์กับคอมพิวเตอร์นั้นแตกต่างกันเพียงไร และทำไมวิธีการแบบทั่วไปจึงไม่เหมาะกับงานที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และซอฟแวร์

กลับมาเรื่องการเรียนรู้แบบ Rote Learning ในการฝึกอไจล์ มันกล่าวถึงเรื่องของหลักการ Shu-Ha-Ri ว่าการเรียนรู้ มีสามระดับ โดยระดับแรกเรียกว่า Shu นั้น จะต้องทำตามกฏเกณฑ์และตำราไปจนกว่าจะซึมซับ ท่วงท่านั้นไปจนถึงระดับจิตวิญญาณ ความจริงหลักการนี้มาจากกระบวนการฝึกของพวก Samurai และนินจา ระดับ Shu นั้นเขาว่ากันในระดับ 10 ถึง หลายสิบปี ไม่ใช่เดือนสองเดือน แล้ว ได้สายดำ อย่างที่เราไปเรียน เทควันโด้กันตามห้าง ทั้งหมดนั้นคือกระบวนการทำซ้ำไปซ้ำมาในแบบ Rote Learning นั่นเอง

ทีนี้พอเราซึมซับในระดับจิตวิญญาณแล้วเราจะเริ่มปรับเปลี่ยนท่วงท่าได้ตามใจ เหตุที่ทำอย่างนี้ได้เพราะทุกอย่างอยู่ในระดับจิตใต้สำนึกเราจึงไม่ต้องพะวงคิดถึงท่วงท่าอีกต่อไป เราจะมีเวลาที่จะเริ่มคิดถึงเทคนิคกระบวนการมากขึ้น นี่คือระดับ Ha แต่เทคนิคและกระบวนการในระดับ Ha กลับเป็นตัวขวางกั้นไม่ให้เราเข้าสู่ขั้นสุดยอดได้

วิธีในการเข้าสู่ระดับสุดยอด หรือ Ri นั้น จะต้องกลับไปที่พื้นฐานอีกครั้งหนึ่งหลังจากเราได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ จนครบแล้ว เพื่อเริ่มสละกล่าวคือ การฝึกพื้นฐานใหม่ในขั้น Ri นั้น หาใช้เป็นการฝึกเหมือนขั้น Shu ที่เรายังอ่อนด้อยไม่ แต่เป็นการฝึกเพื่อ ไปสู่ระดับสูงกว่า เพื่อละกระบวนท่า เพื่อยกระดับจิตไปสู่ระดับ ไร้ตัวไร้ตน เพราะ ไร้ตัวตนจึงจับต้องไม่ได้ และ ไร้เทียมทาน

ปัญหาของคนส่วนใหญ่ในยุคนี้คือ ใจเร็วด่วนได้ มักข้ามขั้นตอน Shu แล้วคิดว่า ฉันรู้แล้ว พอข้ามไป Ha แล้วก็ตายที่นั่นเพราะ พื้นฐานยังไม่แข็งแกร่งพอ ถ้าว่ากันแบบนิยายกำลังภายในก็คือ ธาตุไฟเข้าแทรก ตายไป

สิ่งสำคัญในการเรียนรู้อไจล์ จึงไม่ใช่การเรียนรู้เทคนิค หรือการหา tools ที่ดีที่สุดมาใช้งาน แต่เป็นการฝึกแบบ Rote Learning ที่เฝ้าทำสิ่งพื้นฐาน อย่าง Daily stand-up, Iteration Planning หรือ Retrospective ซ้ำไปซ้ำมาจนเข้าถึงแก่นแท้ อย่างเข้มแข็งเสียก่อน จึงจะเรียนรู้ถึงเทคนิคต่าง ๆ จนสุดท้าย ก็ปลดข้อจำกัดต่าง ๆ ออกจนหมด เพื่อเข้าสู่แดนไร้รูปไร้ร่าง ทั้งหมดอาจจะกินเวลาหลายปี ซึ่งต้องใช้ความกล้า และความอดทนอย่างมาก

ตั๊กแตนน้อย เอ๋ย! จงอย่าใจร้อนกันนักเลย

Advertisements

2 thoughts on “Rote Learning, the Agile learning way

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s