วิกฤตการเมืองไทย เพราะขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ

นั่งมองการเมืองไทยในยุคนี้ที่ รัฐบาลไม่ได้รับการยอมรับจากคนส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากพอดู ประเทศดูเหมือนจะถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน เพิ่งฟังรายการถกเถียงรายการหนึ่งทางทีวี ก็จับประเด็นได้ว่า สุดท้ายคือ มีการแบ่งเขาแบ่งเรา และไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันของทั้งสองฝ่าย

ทั้งสองฝ่ายเห็นด้วยเหมือนกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ใช้คำว่า “ปฏิรูป” เพราะประเทศกำลังถูกแบ่งแยกเป็นสองส่วน และ หนทางที่กำลังดำเนินไปคือสงครามกลางเมือง หรืออาจจะเป็นสงครามเหนือใต้ มีการยกตัวอย่าง ของประเทศ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เกาหลี กัมพูชา ฯลฯ ที่ได้ผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้ซึ่งมีการสูญเสียชีวิตประชาชนเป็นจำนวนมาก

ฝ่ายที่กำลังเดินบนท้องถนน เขาก็ไม่เชื่อว่าฝ่ายรัฐบาลและผู้สนับสนุนมีความจริงใจในการที่จะแก้ปัญหา เพราะที่่ผ่านมา ก็ไม่เคยที่จะแสดงออกใด ๆ ว่า ต้องการจำทำอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสอยู่หลายครั้งหลายคราว สุดท้าย ครั้งนี้แม้จะออกตัวให้คำมั่นว่า จะแก้ไข ก็ไม่ได้รับความเชื่อถือใด ๆ เลย

ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล แม้จะมองเห็นทางตันของเหตุการณ์ ทั้งเรื่องจำนวนผู้สมัคร ส.ส. และ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการแก้ไขเรื่องที่มาของ ส.ว. ว่าผิดนั้น ก็ไม่ไว้ใจผู้นำผู้ประท้วงว่ามีความจริงใจ เพราะไม่เคยที่จะแสดงออกในเรื่องนี้มาก่อน ที่สำคัญข้อเสนอต่าง ๆ ยังเป็นการยึดอำนาจรัฐในแบบที่ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเสียอีก

อไจล์นั้นเน้นย้ำเสมอถึงความสำคัญของ Trust หรือความไว้เนื้อเชื่อใจ ว่าเมื่อใดขาดซึ่งสิ่งนี้แล้ว ไม่มีทางทำการใด ๆ สำเร็จได้ ซึ่งเราเห็นได้อยู่ตลอดเวลา ถ้า management ไม่ไว้ใจ Dev แล้ว ก็จะมัวแต่ต่อรอง estimate จนของขาดคุณภาพ หรือ Dev ไม่ไว้ใจ QA ก็จะเขียนดักไปหมด กลัวแต่ว่า จะโดนหาว่าเป็น bug จนค่าใช้จ่ายในการทำ feature สูงจนไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ เป็นต้น

สิ่งเดียวที่จะสร้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจได้ ต้องเริ่มจากความจริงใจ โดยแสดงออกผ่าน การกระทำ และความมีสัจจะ โดยเฉพาะอย่างหลังนี้มีความสำคัญที่สุด เพราะ ถ้าหากพลาดแม้เพียงครั้งเดียว อาจได้รับการอภัย แต่ไม่มีทางได้ซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจอีกตลอดกาล อย่างภาษาอังกฤษว่า “can forgive but never Forget” เพราะฉะนั้นการคงไว้ซึ่งการแสดงออกแบบ consistent หรือที่ไทยเรียกว่า “ปากตรงกับใจ” นั้นเป็นทางออกเดียวที่จะสร้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจขึ้นมาได้

วันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร ทางออกยังคงมีอยู่หรือไม่ แต่ทุกคนคงจะได้บทเรียนที่ดี และฝึกฝนตนเองให้มีสัจจะมากขึ้น ไม่ปล่อยให้ตนเอง คนรอบตัว และสังคมต้องมาเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้อีก

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s