Automation vs Autonomation

ในเสาหลักสองต้นของ TPS (Toyota Production System) คือ Just In Time (JIT) และ Jidoka (อ่านว่า จิ-โด๊-กะ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก โดยเฉพาะอันหลัง มีหลายคนแปลไม่ได้เลยผ่าไปบอกว่า มันคือ อัตโนมัติ หรือ automation ซึ่งผิดไปไกลเลย

คำว่า Jidoka นั้น ความจริงมาจากว่า ในตอนที่ Sakichi Toyoda คิดค้นเครื่องทอผ้าของตนเองนั้น เขาพบว่าแนวคิดแบบตะวันตก ซึ่งในที่นี้คือชาวอังกฤษที่พยายามจะทำให้เครื่องทอผ้านั้นฉลาดเพียงพอที่จะทอได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะแม้ว่าการทำงานโดยอัตโนมัตินั้นเป็นสิ่งที่เครื่องจักรทำได้ดี แต่ถ้าหากมีปัญหาขึ้นแล้ว เช่น ด้ายขาด เป็นต้น การสร้างเครื่องจักรให้แก้ปัญหาเองได้นั้นกลับเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อน แต่การแก้ปัญหาเหล่านี้กลับเป็นเรื่องง่าย สำหรับมนุษย์ ท่าน Sakichi จึงคิดผนวก คนและเครื่องจักรเข้าด้วยกัน กล่าวคือ เครื่องจักรทำงานง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แต่อาศัยแรงงานมาก แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เครื่องจักรจะต้องตรวจสอบได้และหยุดงานก่อนจะมีความเสียหายเกิดขึ้น แล้วแจ้งให้มนุษย์ทราบโดยเร็วเพื่อแก้ไข แล้วเดินเครื่องจักรต่อ ซึ่งจะเห็นว่า เป็นการทำงานร่วมกันของมนุษย์และเครื่องจักรอย่างเหมาะสม โดยดึงศักยภาพด้านที่ดีที่สุดของทั้งสองฝ่ายออกมา ซึ่งสิทธิบัตรเครื่องทอผ้าแบบตรวจสอบการขาดของด้ายแบบอัตโนมัตินี้เองที่ Sakichi Toyoda ขายเพื่อนำเงินมาลงทุนให้ Kiichiro บุตรชาย ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ขึ้นที่เมืองโคะโระโมะ ซึ่งต่อมาคือบริษัท Toyota Motor นั่นเอง พูดง่ายๆ ว่า Jidoka คือรากฐานสำคัญที่สุดของ Toyota ก็ว่าได้

Taiichi Ohno บิดาแห่ง TPS ได้ให้นิยามคำว่า Jidoka ไว้ โดยเป็นการเล่นกับคำว่า Automation ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นใช้ว่า 自動化 ซึ่งมาจาก

自 = ด้วยตนเอง
動 = เคลื่อนไหว
化 = แห่งการ

โดยเปลี่ยนคำว่า 動 – เคลื่อนไหว เป็นคำว่า 働 ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี คำๆ นี้มาจากการเดิม 人 ไปข้างหน้า 動 ให้ความหมายทำนองว่า เป็นเรื่องที่คนต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ได้เป็น

自 = ด้วยตนเอง
動 = ใช้แรงงาน (คนเคลื่อนไหว)
化 = แห่งการ

ให้ความหมายว่า คือ อัตโนมัติอย่างชาญฉลาด (intelligent automation) หรือ อัตโนมัติภายใด้การดูแลโดยมนุษย์ (automation with a human touch)

ต่อมา Dr.Shigeo Shingo ได้นิยามคำศัพท์เป็นภาษาอังกฤษว่า

Autonomation โดยมาจากคำว่า Autonomy (ควบคุมตนเอง) + -ation (แห่งการ)

ตัวอย่างของการนำหลักการนี้ไปใช้คือ แนวคิดในการเคารพพลังความสามารถของคน เช่น งาน Testing ซึ่งมีหลายบริษัทเริ่มไล่ QA ที่เป็นคนออก แล้วเปลี่ยนเป็น Automate testing ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทำการ test โดยอัตโนมัติ ถ้าหากตามแนวคิด Jidoka ถือว่าผิด เพราะเครื่องจักรนั้นทำงานแทนคนไม่ได้ทั้งหมด เครื่องจักรไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย และไม่สามารถมี creativity ในการคิดหาข้อบกพร่องของซอฟแวร์ได้เอง วิธีที่ถูกต้องตามหลักการ Jidoka คือ ควรจะคงตำแหน่ง QA ไว้ แต่นำเครื่องจักรมาช่วยในเรื่องที่ต้องทำงานเป็น routine เช่น regression test ซึ่งต้องใช้แรง แต่ไม่ได้ใช้มันสมองมากนัก ส่วน QA ที่เป็นคนทำงานร่วมกันโดยโฟกัสที่การทำ test อื่นๆ เช่น explorative test หรือ capacity test เป็นต้น

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s