Cashflow กับอไจล์

เอ่ยคำว่า Cashflow หลายคนคงคิดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ และถ้าใครได้อ่านหนังสือขายดีที่ชื่อว่า พ่อรวยสอนลูก คงจะต้องร้องอ๋อเป็นแน่ หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าผู้แต่งหนังสือได้คิดเกมที่จะสอนให้เรารู้ถึงเรื่องนี้ได้มากกว่าแค่อ่านแล้วก็งง (เหมือนผม)

เกม Cashflow เกิดขึ้นมาเป็นเกมกระดานในชื่อว่า Cashflow 101 ก่อน แล้วถูก port มาลง PC เมื่อหลายปีก่อน ผมได้มีโอกาสเล่น แต่ก็ไม่ค่อยซึมซับเท่าใดนัก จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้ กลับมาสัมผัสกับมันอีกครั้งในรูปของ interactive book ชื่อว่า Rich Dad Poor Dad powered by Clutch Learning และเมื่อผมรู้ว่า เจ้าของโปรแกรมนี้นำเกม Cashflow มาลง iPad ด้วย เลยไม่รอช้า ควักกระเป๋าซื้อมาเล่นเลย

เกม Cashflow นั้น ไม่ได้วัดกันว่า ใครรวยกว่าชนะ แต่วัดกันว่า ใครที่สามารถหาเงินที่เรียกว่า cashflow มาชดเชยกับรายจ่าย(expense)ได้ก่อน จะหลุดจากสนามแข่งหนู ไปตามล่าหาฝันของตัวเองซึ่งใครทำฝันให้เป็นจริงได้ก่อน จะเป็นผู้ชนะ (ความจริงมีอีกวิธีคือ เพิ่มเงิน cashflow อีก $50,000)

เหตุผลที่เป็นอย่างนี้เพราะว่า มนุษย์เรานั้นทำงานเหมือนหนูถีบจักร ผู้แต่งหนังสือพบว่า ปัญหาของพวกเราเกิดจากปีศาจร้ายที่ชื่อว่า รายจ่าย ซึ่งพอเราหาเงิน income (เช่น เงินเดือน ค่าแรง) มาได้ ก็จะต้องโดนปีศาจตนนี้เอาไปกินก่อน เหลือให้เรานิดเดียว วิธีการเดียวที่จะเอาชนะมันได้คือ การหา cashflow มาให้มันกินแทน เราจะได้เก็บ income เป็นของเราเอง ซึ่ง ตรงนี้เองที่จะเป็นทุนรอนสำหรับกิจกรรมตามหาฝันของเรา

ในการพัฒนาซอฟแวร์นั้น เราก็มีปีิศาจอยู่เหมือนกัน มันชื่อว่า due date และความน่ากลัวของมันก็ไม่แพ้ รายจ่าย ใน cashflow เลย เมื่อเราพยายามพัฒนา เขียนโปรแกรม ให้ดี แต่พอมี due date เร่งเข้ามา เราก็เริ่มใช้ developer secret toolbox (ก๊อปโค้ดแปะ ไม่ test เป็นต้น) เสร็จแล้วโค้ดก็ออกมาไม่มีคุณภาพ เกิดเป็น technical debt หรือ หนี้ทางเทคนิค ซึ่ง ส่งผลให้เราต้องมานั่งแก้ปัญหาทีหลัง ทำให้ทำงานช้าลง และ ถูก due date บีบหนักขึ้น หนักขึ้น เมื่อทนไม่ไหว ก็ต้องลาออก บางคนไปเริ่มต้นที่ใหม่ ซึ่งก็ไม่ช่วยอะไรนัก เป็นแค่การเริ่มต้นวงจรนี้อีกครั้ง ซึ่งที่ที่ไปก็มักจะมีคนทนไม่ไหว ออกไปแล้วเหมือนกัน กลายเป็นว่า ไปไปมามา วงการนี้ก็วนเวียนเจอหน้าเจอตากันอยู่แคบๆ บางคนก็เลิกเขียนโปรแกรมไปเลย แล้วไปหางานอย่างอื่นทำ และบอกว่าไม่เอาแล้วกับการเขียนโปรแกรม

การแก้ปัญหา due date นั้น ไม่ต่างอะไรกับการแก้ปัญหา รายจ่าย เลย สำหรับ การลงทุนนั้นเราจะไม่สนใจว่า จะได้กำไรเท่าไหร่ แต่ต้องสนใจว่า จะสร้าง cashflow ได้เท่าไหร่ ในการพัฒนาซอฟแวร์ก็เช่นเดียวกัน การลงแรงของเรานั้น ต้องไม่ดูเพียงแค่ว่า จะสร้างผลงานได้เร็วเท่าไหร่ แต่ต้องดูว่า ในอนาคตถ้าหากเราจะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ จะเพิ่มได้เร็วขึ้นเท่าไหร่ นั่นคือ cashflow ในการพัฒนาซอฟแวร์ ถ้าเราก๊อปโค้ดแปะ วันนี้เสร็จเร็ว แต่พอต้อง debug ก็งง ทำให้กว่าจะแก้ปัญหาได้ใช้เวลานาน อันนี้ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการเอาชนะ duedate ถ้าหากเลือกคิดสั้นแบบนี้ ก็จะกลายเป็น หนูถีบจักรในวงการซอฟแวร์ไปอีกคน(ตัว)หนึ่ง เท่านั้นเอง

มีใครอยากออกจากวงจรหนูถีบจักร แล้วเข้าสู่ fast track ของอไจล์บ้างครับ? ยกมือหน่อย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s