เมื่อ Spartan แห่ง 300 ปะทะ กองพันเหยี่ยว จาก Berserk

มีเพื่อนส่ง link นี้มาให้เมื่อวันก่อน เป็นกระทู้จาก pantip ถามว่า “ทหารสปาร์ตั้น 300 นาย vs กองพันเหยี่ยวใน Berserk ใครจะชนะ ????????” อ่านแล้วน่าสนใจ มีคนแนะว่า มันคนละยุคกัน spartan ใช้อาวุธสำริดจะไปสู้อาวุธทำจากเหล็กในยุคกองพันเหยี่ยวได้อย่างไร ซึ่งก็มีนัยยะ ลองคิดถึงสมัยจูมง (จูมง มหาบุรุษกู้บัลลังก์ – Series เกาหลี) ก็จะเห็นได้ชัดว่าโชซอนที่ให้อาวุธสำริดแพ้กองทัพเหลียวที่ใช้อาวุธเหล็กอย่างไร แต่ถ้ามาลองวิเคราะห์ในมุมอไจล์โดยไม่สนใจอาวุธและยุคสมัยก็เป็นอะไรที่น่าสนใจเหมือนกัน

Spartan – Multi-Skilled Team

กองทัพ Spartan นั้นเรียกได้ว่า เป็นกองทัพเมพขิงๆ เพราะทหารทุกคนคัดเลือกกันตั้งแต่เป็นทารกใครอ่อนแอ ทิ้งลงเขาไปเลย พอโตมาก็เริ่มฝึกกันตั้งแต่ 7 ขวบ ถ้าไม่จบโรงเรียนก่อน 30 ก็โดน retired เรียกได้ว่า คัดเอาแต่หัวกะทิจริงๆ ทหารทุกคนจึงเหมือนเป็นพิมพ์เดียวกันออกมาจากโรงงาน ทุกคนขนาดตัวไล่เลี่ยกัน ไม่อย่างนั้นโล่จะบังกันไม่พอดี ทำทุกอย่างเหมือนๆ กัน มีความพร้อมเพรียงสูงมาก เรียกได้ว่า ทุกคนทำทุกอย่างเหมือนๆ กันหมด ด้วยความพร้อมเพรียงนี้เองจึงเกิดเป็นพลังสูงสุด

ถ้าจะเปรียบทีมอไจล์ที่มีลักษณะเดียวกัน ก็คือทีมที่มีลักษณะเป็น multi-skilled team กล่าวคือ เป็นทีมที่ไม่มีความแตกต่างของตำแหน่ง หรือ role ทุกคนทำได้ทุกอย่าง ทำแทนกันได้หมด ซึ่งมีข้อดีไปหมดทุกอย่าง ถ้าจะมีข้อเสียคงมีอย่างเดียวคือ การสร้างทีมอย่างนี้ทำได้ยาก เพราะต้องคัดเลือกแต่คนเจ๋งๆ ที่มีความสามารถทำได้ทุกๆ ด้าน เก็บ requirement เอง โค้ดเอง test เอง deploy เอง ได้หมด ซึ่งกว่าจะหา กว่าจะสร้างคนแบบนี้ได้ ต้องใช้เวลาและทรัพยากรมาก

กองพันเหยี่ยว – Cross-Functional Team

ถ้าใครอ่านการ์ตูนคงทราบว่า กองพันเหยี่ยวนั้นเป็นทหารรับจ้าง ระดับปลายแถว ซึ่งเรียกได้ว่าเหลือขอ เอาดีที่ไหนไม่ได้เลยมาอยู่รวมกัน มีทั้ง เด็กกำพร้า ทหารหนีทัพ โจร ฯลฯ ซึ่งในสมัยนั้นเรียกได้ว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีทางเจริญเติบโดที่ไหนได้เลย สิ่งที่ทำให้กองพันเหยี่ยวมารวมกันได้คือผู้นำที่ชื่อว่า กรีฟิส (Griffith) ซึ่งตัวเขา ก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่ได้ เติบโตมาในตระกูลอัศวินแต่ประการใด เขาใช้ความสามารถที่มี ในการนำทัพ จนสามารถเอาชนะสงครามร้อยปีได้และรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นในที่สุด

เมื่อเปรียบกับทีมอไจล์ กองพันเหยี่ยวก็คือ Cross-functional team ที่มีคนจากหลากหลาย ตำแหน่งหน้าที่ หลายระดับความสามารถเข้ามาอยู่รวมกัน ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน ซึ่งแต่ละคนก็คือคนธรรมดาๆ ที่ทำงานอยู่ในองค์กรนั้นเอง และถ้าหากมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความสามารถอย่างเดียวกับกรีฟิส ย่อมสามารถพาทีมให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้

ผลการปะทะ

คงเป็นเรื่องพิสูจน์ได้ยากว่า ระหว่าง multi-skilled team กับ cross-functinal team อันไหนที่ดีกว่ากัน multi-skilled มีข้อดีคือ สามารถรีดประสิทธิภาพ ของคนจำนวนน้อยแต่ได้ผลงานมาก แต่การเฟ้นหาและฝึกฝนคนให้เก่งขั้นเทพก็ยากเย็นเช่นเดียวกัน ส่วน cross-functional สร้างได้ง่ายกว่า เพราะนำคนที่มีอยู่แล้ว ทำหน้าที่ที่ตัวเองถนัด มารวมกันเป็นทีม แต่ก็มีข้อเสียคือการจะสร้างทีมเวิร์คจากคนที่มารวมกันได้นั้น ต้องอาศัยผู้นำที่มีวุฒิภาวะสูง ไม่อย่างนั้นก็มีโอกาสไปคนละทิศละทางได้ง่าย ยากง่ายต่างกันไปคนละแบบ

สำหรับตัวผมเองในฐานะโค้ช มักจะเลือกทั้งสองอย่าง โดยทั่วไป จะสร้าง กองพันเหยี่ยวขึ้นมาก่อน เพราะทำได้ง่ายในองค์กรเดิม และไม่ต้องทิ้งใครลงเขาแม้เขาจะไม่แข็งแกร่ง ทุกคนสามารถร่วมเดินทางไปด้วยกันได้ ส่วนในระยะยาว ถ้าใครพร้อมก็สามารถฝึกฝนเพิ่มความสามารถให้หลากหลายเพิ่มเติม เป็นนักรบ Spartan ก็ได้ ตามความต้องการ ตามแต่ใจจะไขว่คว้า

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s