ใครคือผู้ที่จะมาแทนที่ธุรกิจประกัน?

สมัยปัจจุบันที่มีการเกิดและตายของธุรกิจแทบจะรายวัน ความประหวั่นพรั่นพรึงถึงธุรกิจใหม่ที่จะมาแทนที่ธุรกิจเก่า ที่เรียกว่า disruption มีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้นำไม่สามารถย่ามใจได้ “มีแต่ผู้ที่คอยระแวดระวังเท่านั้นจึงจะอยู่รอด” [Andrew Grove, 1988] ดังนั้นธุรกิจที่ปรับตัวได้ดี ก็จะสามารถมีชีวิตรอดได้เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และที่สำคัญสามารถหลีกเลื่ยงการถูก disrupt ได้ และแน่นอน! วิธีเดียวที่จะอยู่รอดก็คือ การ disrupt ตัวเอง

เมื่อราวสัปดาห์ก่อนผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับผู้บริหารท่านหนึ่ง มีคำถามถูกตั้งขึ้นมา กลางวง ว่า “อะไรคือสิ่งที่จะมาแทนที่ ธุรกิจประกันในปัจจุบัน?” โอ้โห! เรียกว่าเจอโจทย์ใหญ่ กันเลยทีเดียว ผู้เขียนรับมาว่าจะลองมาคิดดู

มาว่าในเรื่องธุรกิจประกันกันก่อนว่า มันคืออะไร? ธุรกิจประกันนั้นความจริงแล้ว เป็นธุรกิจที่ตั้งอยู่บน “ความกลัว” พื้นฐานก็คือ เพราะ “เรากลัวตาย เราจึงทำประกันชีวิต” เพื่อไม่ให้คนที่อยู่ข้างหลังต้องลำบาก หรือ เพราะ “เรากลัวป่วย แล้วไม่มีเงินรักษา” เราจึงทำประกันสุขภาพ ฯลฯ หลายคนอาจจะแย้งได้ว่า ประกันไม่ใช่เรื่องกลัวตายกลัวเจ็บอย่างเดียวสักหน่อย มันเป็นเรื่องของ “การออม” ต่างหากล่ะ ซึ่งก็ถูก แต่ถ้าคิดกลับกันว่า ถ้าหากคนเราเป็นอมตะ ไม่เจ็บไม่ตาย แล้วไซร้ เราคงหาวิธีการออมอื่น ที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่า เป็นแน่

เมื่อคนเราทำประกัน เพราะ “กลัว” แล้วธุรกิจประกันกลัวอะไร? คำตอบคือ กลับคนเอาประกัน “ตาย” หรือ “เจ็บหนัก” ไงล่ะ! ลองคิดดูว่า ถ้าบริษัทประกันหนึ่ง มีผู้เอาประกัน ตาย! พร้อมๆ กัน หรือ เจ็บหนักพร้อมๆ กัน มากๆ หมายถึงมากจริงๆ เช่น 80% บริษํทนั้นก็คงจะเจ๊งเป็นแน่ ฉะนั้น บริษัทประกันจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าหาก แนวโน้มการเคลมประกันมีสูง เบี้ยประกันก็จะแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว

คำถามจึงเป็นว่า อะไรคือผู้ disrupt “ความกลัว” คำตอบง่ายๆ คือ “ความรัก”

เรื่องนี้ต้องอธิบายยาว เพราะไม่อย่างนั้นจะคิดกันไปว่า เป็นเรื่องศีลธรรมหรือศาสนาไป ลองมาดูที่บริษัทประกันก่อน บริษัทประกันนั้นแม้ว่า จะกลัวว่าเราจะเจ็บจะตาย แต่ก็ไม่เคยทำอะไรเพื่อให้เราไม่เจ็บไม่ตายเลย ถ้าเรามีแนวโน้มจะเจ็บจะตายมากเกินไปกลับจะยกเลิก ไม่ให้เราต่อประกันด้วยซ้ำไป ช่างเป็นวิธีคิดที่แห้งแล้งเสียเหลือเกิน การทำธุรกิจแบบ “ขายความกลัว” นี้จึงเป็นจุดอ่อนของธุรกิจประกันในปัจจุบัน

ลองมาคิดว่า ถ้าเราเปลี่ยนแนวเป็น การทำประกันแบบ “ขายความรัก” แทน จะเป็นอย่างไร? แทนที่บริษัทจะกลัวเราเจ็บเราตาย เปลี่ยนเป็นบริษัทจะพยายาม “ป้องกัน” ไม่ให้เราเจ็บเราตายล่ะ? กล่าวคือ แทนที่จะเอาเงินไปฝากไว้ ถ้าเราตาย ต้องจ่ายให้คนข้างหลังเราตามสัญญา เป็น “เราจ่ายเงิน เพื่อให้บริษัท ดูแลไม่ให้เราเจ็บเราตาย” คงจะดีไม่น้อย

สิ่งสำคัญที่เป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ disruption นี้เกิดขึ้น อันดับหนึ่ง คือ การมาของ เครือข่ายโทรคมนาคมยุคที่ 5 หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า 5G เหตุผลคือเครือข่าย 5G นั้นนอกจากจะมีแบนด์วิดท์ที่สูงกว่าเครือข่ายรุ่นก่อนแล้ว ยังมีความหน่วง(latency) ต่ำกว่า ที่สำคัญคือรองรับจำนวนอุปกรณ์พร้อมกันมากกว่า

ปัจจัยที่สองคือ อุปกรณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์สำหรับสวมใส่(wearable) ที่เริ่มพัฒนาออกมามากขึ้นในอนาคตอุปกรณ์เหล่านี้จะมีขีดความสามารถที่สูงขึ้นสามารถตรวจจับความผิดปกติแบบทันทีทันใด (realtime) จึงสามารถช่วยตรวจเช็คสุขภาพของเราและตอบสนองได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้เมื่อเชื่อมต่อกับเครื่อข่าย 5G แล้ว อุปกรณ์เหล่านี้นอกจากจะสามารถตรวจจับปัญหาสุขภาพแล้วยังสามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ รวมทั้งการตรวจรักษาทางไกล หรือ  telemedicine ได้อีกด้วย

ปัจจัยที่สามคือ การมาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ถ้าหากเรามีแค่ 2 ปัจจัยแรก ราคาค่าบริการของประกันแบบขายความรักจะแพงมาก เพราะ ต้องใช้คนเป็นจำนวนมากคอยมอนิเตอร์สัญญาณสุขภาพของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา จึงไม่สามารถมีราคาที่คุ้มทุนได้ แต่การใช้  AI นั้น เราจะได้พนักงานที่ทำงานแบบตลอดเวลา 24/7 มีความผิดพลาดต่ำ และราคาถูก ที่สำคัญสามารถขยายสเกลได้ไม่จำกัดอีกด้วย ต้นทุนจึงคุ้มค่ากว่าการใช้คนเป็นไหนๆ

ของโมเดิร์นแบบนี้คงอีกไกล กว่าจะเกิดขึ้นจริง???

ความจริงแล้วไม่เลย เทคโนโลยีในโลกตอนนี้กำลังพัฒนาแบบก้าวกระโดด เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวว่า บริษัท Apple กำลังเริ่มพัฒนาโปรเจ็คลับๆ ร่วมกับบริษํทประกันสุขภาพ เพื่อให้บริการสำหรับลูกค้าที่สวมใส่ Apple Watch สามารถซื้อประกันได้ในราคาต่ำกว่าปกติ โดยบริษัทสามารถเก็บข้อมูลสุขภาพของลูกค้าเพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงได้ตลอดเวลา นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญเลยทีเดียว

Elon Musk เจ้าของบริษัทรถยนต์ Tesla ก็เคยแสดงวิสัยทัศน์ไว้ว่า รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตนเอง (Autopilot) ของเขานั้นมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุที่ต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไปมาก เขามีแผนที่จะขายประกันภัยรถยนต์ให้กับลูกค้าในราคาต่ำกว่าราคาปกติหลายเท่าตัว

ในเรื่องการพัฒนาเซ็นเซอร์เกี่ยวกับสุขภาพ ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างล่าสุดก็สามารถตรวจระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยไม่ต้องเจาะเลือดแล้ว ในอนาคต เราคงจะสามารถตรวจสุขภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลอีกแล้ว

การประกัน ทั้งประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือแม้แต่ประกันภัยแบบในปัจจุบันคงจะค่อยๆ หายไปและถูกแทนที่ด้วยบริการการดูแลชีวิตแบบองค์รวมในที่สุด กล่าวคือ แทนที่จะคอยให้เจ็บป่วยแล้วมารักษา หรือ คอยให้ตายก่อน จึงจ่ายเงินชดเชยให้คนข้างหลัง เป็น “การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ให้เรา ไม่เจ็บไม่ตาย” เป็นแน่

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s