อปริหานิยธรรม – Working Agreement

ในบรรดาข้อธรรมต่างๆ เรื่องของอปริหานิยธรรมถือว่า มีความแปลก ไม่เหมือนข้อธรรมอื่นของพระพุทธเจ้ามากที่สุด อาจเป็นเพราะข้อธรรมอื่นๆ ของพระพุทธเจ้ามีความเหนือกาลเวลา(อกาลิโก) แต่กับอปริหานิยธรรมกลับเหมือนเก่าล้าหลังตกยุค ที่สำคัญกลับมีหลากหลายเวอร์ชันเสียด้วย

ก็จะไปถึงเวอร์ชันต่างๆ เรามาดูก่อนว่า อปริหานิยธรรม คืออะไร?

อปริหานิยธรรม คือ “ข้อปฏิบัติหรือธรรมอันเป็นเหตุไม่ให้เกิดความเสื่อม” พูดง่ายๆ คือ ทำตามแล้วจะดี ไม่ทำตามแล้วจะแย่ นั่นเอง นี่ความแปลกข้อแรก เพราะ ธรรมะแท้ของพระพุทธเจ้าไม่ค่อยจะสอนในลักษณะขู่แบบ ทำดีได้ไปสวรรค์ ทำชั่วจะตกนรกแบบนี้

เวอร์ชันแรก ที่น่าจะดังที่สุดคือของ กลุ่มกษัตริย์ลิจฉวี ที่เรียกว่ากลุ่มกษัตริย์ เพราะที่แคว้นวัชชีนี่ไม่ได้มีกษัตริย์องค์เดียวแบบที่เราคุ้นเคยกัน แต่มีเป็นคณะจาก 8 ตระกูลใหญ่ ลองพยายามหาว่าเป็นพร้อมกันสักกี่องค์ ก็หาไม่ได้ รู้แต่เป็นกลุ่ม มีตำราหนึ่งบอกว่า มีถึง 500 องค์ทีเดียว ถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าจะเรียกเป็นสภาบริหารได้เลยทีเดียว ในตำรากล่าวว่า กลุ่มกษัตริย์ลิจฉวีมี “ความสามัคคี” เพราะยึดมั่นในอปริหานิยธรรม ข้อธรรมมี 7 ข้อดังนี้

  1. หมั่นประชุมกันเนือง ๆ
  2. ประชุมหรือเลิกประชุม และทำกิจของส่วนรวมอย่างพร้อมเพรียงกัน
  3. ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติ ไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้วยึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้
  4. เคารพนับถือเชื่อฟังและให้เกียรติแก่ผู้เป็นประธาน ผู้บริหารหมู่คณะ และปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้
  5. ให้เกียรติ ให้ความปลอดภัยแก่สตรีเพศ ไม่ข่มเหงฉุดคร่า
  6. เคารพนับถือบูชาพระเจดีย์ทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกเมือง และไม่บั่นทอนผลประโยชน์ที่เคยอุปถัมภ์บำรุงพระเจดีย์เหล่านั้น
  7. จัดการอารักขาโดยธรรมแก่พระอริยะ ด้วยตั้งความปรารถนาว่า พระอริยะเหล่านี้ที่ยังไม่มาสู่บ้านนี้เมืองนี้ขอให้มา ส่วนที่มาแล้วขอให้ท่านอยู่ผาสุก

ในตำราอ้างว่า พระพุทธเจ้าให้อปริหานิยธรรมนี้แก่กลุ่มกษัตริย์ลิจฉวี โดยตรง ข้อ 4. นี่ว่าถึงผู้น้อยต้องเคารพผู้ใหญ่ ก็ฟังแปลกๆ ไม่ค่อยเหมือนธรรมะอื่นๆ เท่าใด พอถึง ข้อ 6. ข้อ 7. นี่ฟังดูหลงยุคเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเวอร์ชัน ที่ให้แก่พระภิกษุ

แบบที่ 1

  1. หมั่นประชุมกันเนือง ๆ
  2. ประชุมหรือเลิกประชุม และทำกิจของส่วนรวมอย่างพร้อมเพรียงกัน
  3. ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติ ไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้วยึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้
  4. เคารพนับถือเชื่อฟังและให้เกียรติแก่ผู้เป็นประธาน ผู้บริหารหมู่คณะ และปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้
  5. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น คือไม่ลุแก่ตัณหาอันจะก่อให้เกิดภพใหม่
  6. ยินดีในความสงบ สันโดษ หมายถึงการยินดีในการอยู่ป่า
  7. ตั้งใจอยู่เสมอว่า พระภิกษุสามเณรผู้มีศีลที่ยังไม่มาสู่อาวาสขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่ผาสุก

แบบที่ 2

  1. ไม่เป็นผู้ชอบการงาน ไม่ยินดีแล้วในการงาน
  2. ไม่เป็นผู้ชอบการคุย ไม่ยินดีแล้วในการคุย
  3. ไม่เป็นผู้ชอบการนอนหลับ ไม่ยินดีแล้วในการนอนหลับ
  4. ไม่เป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่ยินดีแล้วในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
  5. ไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ไม่ลุอำนาจแก่ความปรารถนาลามก
  6. เป็นผู้ไม่มีมิตรชั่ว สหายชั่ว หรือคบคนชั่ว
  7. ไม่ถึงความนอนใจในระหว่าง เพราะการบรรลุคุณวิเศษเพียงขั้นต่ำ

แบบที่ 3

  1. เป็นผู้มีศรัทธา
  2. เป็นผู้มีใจประกอบด้วยหิริ
  3. เป็นผู้มีโอตัปปะ
  4. เป็นพหูสูต
  5. เป็นผู้ปรารถนาความเพียร
  6. เป็นผู้มีสติตั้งมั่น
  7. เป็นผู้มีปัญญา

แบบที่ 4

  1. เจริญสติสัมโพชฌงค์
  2. เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
  3. เจริญวิริยสัมโพชฌงค์
  4. เจริญปิติสัมโพชฌงค์
  5. เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
  6. เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์
  7. เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์

แบบที่ 5

  1. เจริญอนิจจสัญญา
  2. เจริญอนัตตสัญญา
  3. เจริญอสุภสัญญา
  4. เจริญอาทีนวสัญญา
  5. เจริญปหานสัญญา
  6. เจริญวิราคสัญญา
  7. เจริญนิโรธสัญญา

แบบที่ 6

  1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
  2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
  3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
  4. แบ่งปันลาภอันเป็นธรรมที่ได้มาโดยธรรม แก่เพื่อนพรหมจรรย์
  5. มีศีลเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ
  6. มีทิฐิเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ

ประหลาดใหม? ดูไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้าแน่ๆ แล้วมันคืออะไรล่ะ ใครเป็นคนบัญญัติ ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า เพราะในพระไตรปิฎกนี่เขาไม่อ้างพระพุทธเจ้าชุ่ยๆ นะ

ต่อจากนี้เป็นการตีความของผู้เขียนเอง

เมื่อลองมาคิดตริตรองดู ก็ทำให้นึกถึงหลักปฏิบัติอันหนึ่งของอไจล์คือ การสร้างข้อตกลงร่วมของทีม หรือที่เรียกว่า Working Agreement ถ้าใน Kanban จะเรียกว่า นโยบาย หรือ Policies เจ้า Working Agreement หรือ Policies นี่คือ ข้อตกลงร่วมของสมาชิกทีมงาน เพื่อให้การปฏิบัติไปในทางเดียวกัน ให้เกิด “ความสามัคคี” โอ๊ะ! ชักเข้าเค้า ลองมาดูตัวอย่าง Working Agreement ของ ทีมอไจล์สักทีมหนึ่ง

  1. StandUp meeting พร้อมกัน ตอน 9.45 น.
  2. StandUp meeting เริ่มตรงเวลา จบใน 15 นาที และไม่ต้องคอยคนมาครบ
  3. ก่อน commit code จะต้อง unit test ทั้งหมด ต้องรันผ่าน
  4. ถ้าพบ bug ให้แก้ทันที โดยไม่ต้องสนใจว่าใครเป็นคนสร้าง bug นั้น

จะเห็นว่าดูคล้ายกับ อปริหานิยธรรมเอามากๆ ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่ว่า พระพุทธเจ้าท่านช่วยเป็น “ฟา” (facilitator) ให้กับกลุ่มกษัตริย์ลิจฉวีในการกำหนด Working Agreement ร่วมกัน ต่อมา มีคณะสงฆ์ อีกหลายกลุ่มมาขอให้ “ฟา” ให้บ้าง ก็เลยมีบันทึกไว้ตามนั้น เป็นตัวอย่าง ให้เราดู เพื่อที่จะได้สร้าง Working Agreement ของเราเองบ้าง ไม่ใช่ให้เราไปยึดถือตาม เพราะนี่เป็น Working Agreement ของคนอื่นในกาลอื่น ย่อมไม่เหมาะกับเราในปัจจุบัน

ซตพ.

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s